สภาผู้เฒ่า

posted on 06 Mar 2010 20:35 by prangtip
สภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่าง

         มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่จำต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ชุมชน และสังคม ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ที่มีผู้คนหลากหลายเช่นนี้ การควบคุมดูแลหรือกฎเกณฑ์สัญญาประชาคมของกลุ่มหรือสังคมจึงเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการจัดการกลุ่มให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทั้งนี้การบริหารจัดการกลุ่ม ชุมชน สังคมแต่เดิมนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งกลไกการจัดการชุมชนถูกสร้างผ่านระบบเครือญาติ ระบบตระกูล  และระบบอาวุโสที่ช่วยยึดโยงชุมชนให้มีระเบียบแบบแผนในการอยู่ร่วมกัน การพึ่งพา การหาอยู่หากิน รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลย์

       การบริหารจัดการชุมชนบนฐานวิถีวัฒนธรรมชุมชนนั้นต้องเผชิญกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงจากวัฒนธรรมภายนอกอยู่โดยตลอด ดังที่ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กล่าวไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนายุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษาภูมิปัญญาไทย 4 ภาค ว่าการพัฒนาชนบทเป็นการพัฒนาในเชิงที่ "ชุมชนและท้องถิ่นถูกพัฒนา" รัฐบาลเป็นผู้กำหนดกรอบความคิดและวางแผนในการพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาท้องถิ่น พัฒนาชุมชน แล้วรัฐบาลก็ไปจัดการ ไปดำเนินการผ่านกลไกของระบบราชการ ชุมชนและท้องถิ่นจึงถูกพัฒนา ซึ่งหมายถึง ถูกสั่ง ถูกบอก กระบวนการพัฒนาเกิดขึ้นภายใต้ระบบราชการที่รัฐบาลเป็นผู้กำกับ จากข้างบนลงล่าง บทบาทของชุมชนและท้องถิ่นในการพัฒนาจึงเป็นบทบาทรอง เป็นบทบาทที่ไม่สำคัญ บทบาทที่โดดเด่นและมีความสำคัญ คือ รัฐ โดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาชุมชน และชุมชนเป็นผู้ถูกพัฒนา

      ในขณะที่อำนาจรัฐจัดการชุมชนอย่างเบ็ดเสร็จ ก็พบว่ายังมีชุมชนที่ยังคงจัดการชุมชนตัวเองบนฐานวัฒนธรรมชุมชน โดยผ่านระบบอาวุโส ระบบความสัมพันธ์ท้องถิ่น ดังกรณีศึกษาบทเรียนวัฒนธรรมชุมชนกับการบริหารจัดการงานพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน : สภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่าง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ศึกษาโดยบรรพต ศรีจันทร์นิตย์, อภินันท์  บุญทอน และประสิทธิ์ โนรี ซึ่งวิทยาลัยการจัดการทางสังคมได้ให้การสนับสนุน ที่ได้สะท้อนถึงกระบวนการจัดการชุมชนแบบประชาธิปไตยหมู่บ้านบนฐานวัฒนธรรมชุมชน

   ทั้งนี้ บ้านโพนสว่างเป็นชุมชนที่มีบทบาทนำในการพัฒนาระดับอำเภอของอำเภอดอนตาล และเป็นหนึ่งในตัวอย่างหมู่บ้านพัฒนาดีเด่นในระดับจังหวัดมุกดาหาร อีกทั้งมีประสบการณ์ในการพัฒนาและพัฒนาระบบการจัดการชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 มีองค์กรของชุมชนเกิดขึ้นหลายองค์กร เช่น องค์กรการเงินขนาดเล็ก กลุ่มเกษตรธรรมชาติ กลุ่มหัตถกรรมไหมฝ้าย กลุ่มเยาวชน และกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการบริหารจัดการพัฒนาชุมชนโดยใช้ รูปแบบสภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่างอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถยกระดับองค์ความรู้และใช้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นฐานคิดที่สำคัญ เป็นกลไกในการบริหารจัดการงานพัฒนาด้านต่างๆ มีองค์ประกอบของผู้อาวุโสในชุมชนที่มีแนวคิด และประสบการณ์  มีภาคราชการต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม

        ชุมชนบ้านโพนสว่าง เดิมชื่อบ้านโนนเซียงหวางเป็นชุมชนที่เรียกตนเองว่า ผู้ไทกะเลิงก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2456 มีครัวเรือนที่ตั้งถิ่นฐานในระยะแรก 7 ครัวเรือน ปัจจุบันชุมชนโพนสว่างมีจำนวน 85 ครัวเรือน ประชากรรวม 422 คน เป็นชาย 200 คน หญิง 222 คน มีผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านจนถึงปัจจุบันจำนวน 9 คน พื้นที่ทั้งหมดของชุมชน จำนวน 1,000 ไร่ ตั้งบนพื้นที่โคก ลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกด้านลำน้ำโขงซึ่งห่างออกไปประมาณ 5 ก.ม. ห่างจากตัวเทศบาลดอนตาล 1 ก.ม. และห่างจากตัวจังหวัดมุกดาหาร 35  ก.ม. การตั้งถิ่นฐานของชุมชนโพนสว่างสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ตามพัฒนาการทางสังคมที่สำคัญ คือ (1) การสร้างบ้านแปงเมือง พ.ศ. 2456-2525 (2) หมู่บ้านพัฒนา พ.ศ.2526-2540 และ (3) การฟื้นฟูสภาผู้เฒ่าหลัง พ.ศ.2540-ปัจจุบัน

        สภาผู้เฒ่าในอดีต ถือว่า เป็นหน่วยที่ทำให้สังคมชุมชนดำเนินต่อไปได้ อย่างสงบเรียบร้อย เป็นศูนย์รวมของกฎเกณฑ์และระเบียบทางสังคม ผ่านเครื่องมือที่สำคัญ เช่น จารีตประเพณี (ฮีต12) คองธรรม (คอง 14) และเปิงบ้าน ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นกฏเกณฑ์เฉพาะของชุมชน แต่ละชุมชนที่ยอมรับและปฏิบัติร่วมกัน จากการศึกษาพบว่า สภาผู้เฒ่าเกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาภายในชุมชน ทั้งนี้ พัฒนาการของสภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่างสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ตามสถานการณ์ในชุมชน กล่าวคือ ช่วงที่ 1 การก่อตั้งหมู่บ้าน พ.ศ. 2456-2525 คือ จะมีหัวหน้าหมู่บ้านหนึ่งคน ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ จะต้องผ่านการหารือกับผู้เฒ่าผู้แก่แบบ  เว้ากลางเดิ่น” (ปรึกษากันกลางลานบ้าน) ซึ่งในอดีตนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ คือที่พึ่งของลูกหลาน หรือสมาชิกในชุมชน เพราะผู้เฒ่าผู้แก่คือผู้ที่มีหลักธรรม 4 หลักด้วยกัน คือ หลักเมตตาธรรม  (ความเมตตาปราณี ความกรุณา) หลักศีลธรรม (ครองตนอยู่ในศีล) หลักจริยธรรม (หลักการปฏิบัติตน) หลักมนุษยธรรม (ความเป็นคน) เป็นที่เคารพนับถือของลูกหลาน การจัดการชุมชนจึงต้องปรึกษาหารือผู้เฒ่าด้วย ช่วงที่ 2 วิกฤตสภาผู้เฒ่า ในช่วง พ.ศ. 2525-2540 หลังจากที่มีการประกาศนโยบาย 66/23 และมีผลในทางปฏิบัติบังคับใช้  กลไกอำนาจรัฐได้แต่งตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นมาจัดการปกครองชุมชน ซึ่งมีผลทำให้บทบาทของสภาผู้เฒ่าลดลง เพราะการจัดการกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้านด้านต่างๆ อยู่ในความรับผิดชอบของ ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านซึ่งกลไกดังกล่าวนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย และจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม/องค์กรชุมชนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ได้ อันนำไปสู่ช่วงที่ 3 ช่วงเวลาการฟื้นฟูสภาผู้เฒ่าหลัง พ.ศ.2540–ปัจจุบัน โดยเริ่มจากผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นได้เรียกประชุมทุกภาคส่วนในหมู่บ้านเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชุมชน ประกอบกับนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชนจึงได้มีการรื้อฟื้นบทบาทของผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นมาอีกครั้ง จนเป็นรูปเป็นร่างเกิดเป็น สภาผู้เฒ่าทั้งนี้ให้ความสำคัญกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน และฟื้นฟูภูมิปัญญาชุมชนด้านต่างๆ มีการวางแนวทางร่วมกันของสมาชิก โดยมอบหมายให้ สภาผู้เฒ่าและหัวหน้าเขตคุ้มเป็นที่ปรึกษามีบทบาทหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะ และปรึกษาเรื่องต่างๆ โดยสภาผู้เฒ่าและเขตคุ้มประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผู้เฒ่าที่คนในชุมชนเคารพนับถือและมีภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านต่าง ๆ ปัจจุบันมีจำนวน 21 คน อยู่ในสภาได้ตลอดชีวิต หมดวาระเมื่อเสียชีวิต หรือย้ายถิ่น ส่วนที่ 2 ได้แก่ หัวหน้าคุ้มต่างๆ 5 คุ้มโดยตำแหน่ง จำนวน 5 คน รวมสมาชิกสภาผู้เฒ่าในปัจจุบันมีจำนวน 26 คน

      บทบาทหน้าที่หลัก ๆ ของสภาผู้เฒ่ามีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ 1. บทบาทนำในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในชุมชน และจากภายนอกชุมชน  2. บทบาทการให้คำปรึกษาในเรื่องการพัฒนาหมู่บ้าน การจัดการหมู่บ้านและการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งมีโครงสร้างและหน้าที่ดังสภาผู้เฒ่าทำหน้าที่ในการยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ซึ่งเห็นได้จากบทบาทในการจัดการความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคล เช่น ความขัดแย้งในเรื่องการประทุษร้ายต่อกัน การลักทรัพย์ ทำลายทรัพย์ เป็นต้น ความขัดแย้งระหว่างสถาบันกับสถาบัน เช่น ความขัดแย้งในเรื่องที่ดินวัดกับโรงเรียน ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกลไกรัฐ เช่น ความขัดแย้งในเรื่องความเห็นต่อการกวดขันวินัยจราจรที่เข้มงวดกับตำรวจในท้องที่ เป็นต้น ผลจากการเข้าไปไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา โดยใช้กระบวนการ เว้าความ หรือการว่าความ  การประชุมหารือกันโดยมีสภาผู้เฒ่าเป็นกลไกกลางในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติหรือทางออกของปัญหา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลไกการไกล่เกลี่ยปัญหาที่ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ และเสนอข้อคิดเห็นต่อปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีความตื่นตัวสูงในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารภายในชุมชนและในระดับพื้นถิ่น อันเป็นกระบวนการที่สามารถลดการสะสมเพิ่มพูนของปัญหาได้อย่างทันท่วงทีในระดับชุมชน รวมทั้งเป็นการยกระดับองค์ความรู้เรื่องการจัดการชุมชนโดยชุมชน และการให้คุณค่าต่อกันเองภายในชุมชน ลดภาระของกลไกรัฐทั้งด้านกระบวนการ บุคลากร งบประมาณ ในเรื่องการจัดการข้อพิพาทนอกจากบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งต่างๆ  แล้ว สภาผู้เฒ่ายังทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาในการพัฒนาหมู่บ้าน การจัดการหมู่บ้านและการฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนอีกด้วย เช่น เรื่องการกำหนดแนวเขตในการวางท่อประปาใหม่ในหมู่บ้าน ทิศทางการบริหารกองทุนข้าวเพื่อส่วนร่วมและหมู่บ้านใกล้เคียง  ส่วนเรื่องการดำเนินงานในการฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชนจะเป็นทั้งการให้คำปรึกษาและการปฏิบัติ เช่น การกำหนดวันบุญหรืองานบุญในหมู่บ้าน รูปแบบการจัดและผู้นำจัด ส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนในสภาผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดจนเป็นกลุ่มคนที่ให้ข้อมูลในการบันทึกประวัติศาสตร์ในชุมชน

             ดังนั้น การจัดการชุมชนในรูปแบบสภาผู้เฒ่าโพนสว่าง ก่อให้เกิดความรู้หรือคุณค่าหลายประการด้วยกัน อย่างเช่น การขัดเกลาอุดมการณ์และความคิดชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการพึ่งตนเอง พึ่งกันเองทั้งทางด้าน ความเป็นอยู่ เป็นไป เศรษฐกิจและสังคมชุมชน การควบคุมและการจัดการชุมชนให้อยู่ในร่องในรอยวัฒนธรรม จารีตประเพณี เปิงบ้าน เพื่อให้ชุมชนอยู่อย่างสงบสุข  การอบรมสั่งสอน ถ่ายทอด ปลูกฝังอุดมการณ์ของชุมชน องค์ความรู้และภูมิปัญญาสู่รุ่นลูก หลาน เพื่อให้ทายาทในชุมชนได้มีหลักคิด หลักปฏิบัติในการครองชุมชนสืบไป ดังคำที่ว่า เป็นคนอย่าให้เป็นคนหัวกุดหัวขาด เป็นผีต้องมีศาล เป็นบ้านได้ต้องมีขื่อมีแปอันมีความหมายว่า เป็นคนต้องมีความคิดนับถือญาติพี่น้อง วิญญาณหรือจิตใจต้องมีเครื่องยึดเหนียวให้สมบูรณ์ เมื่ออยู่รวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านก็ต้องมีกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เป็นดังนี้แล้วชุมชนจึงจะสืบเนื่องต่อไปอย่างปรกติสุข

          ด้วยเหตุนี้ สภาผู้เฒ่าจึงเป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน มีการผสมผสานกับอำนาจการจัดการของรัฐ ไม่ล้าสมัยแต่เท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สอดร้อยกับฐานคิดในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งน่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ดีสำหรับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการจัดการแก้ไขปัญหาความยากจน จึงต้องเกิดจากการเข้ามามีส่วนร่วมของคนที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีประสบการณ์ และมีองค์ความรู้   ทั้งนี้ อำนาจรัฐไม่ควรเข้าไปจัดตั้งกลไกการจัดการให้แก่ชุมชน  ควรเปิดโอกาสให้กลไกการจัดการของชุมชน อย่างกรณีสภาผู้เฒ่า เข้ามามีบทบาทเสริมสร้างและเป็นเกราะกำบังสำหรับชุมชนในการแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างถูกทิศและถูกทาง

edit @ 7 Mar 2010 18:39:47 by หิ่งห้อยน้อยแสง

วัฒนธรรมชุมชน

posted on 06 Mar 2010 20:21 by prangtip
การวิเคราะห์ สภาบ้านโพนสว่าง  กับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน 

        จากกระแสการพัฒนาชุมชน ที่เกิดขึ้นภายหลังแนวคิดความจำเป็นที่ต้องการพัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญเป็นที่ยอมรับ  โดยประเทศไทยก็ยังถูก เ