สภาผู้เฒ่า

posted on 06 Mar 2010 20:35 by prangtip
สภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่าง

         มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่จำต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ชุมชน และสังคม ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ที่มีผู้คนหลากหลายเช่นนี้ การควบคุมดูแลหรือกฎเกณฑ์สัญญาประชาคมของกลุ่มหรือสังคมจึงเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการจัดการกลุ่มให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทั้งนี้การบริหารจัดการกลุ่ม ชุมชน สังคมแต่เดิมนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งกลไกการจัดการชุมชนถูกสร้างผ่านระบบเครือญาติ ระบบตระกูล  และระบบอาวุโสที่ช่วยยึดโยงชุมชนให้มีระเบียบแบบแผนในการอยู่ร่วมกัน การพึ่งพา การหาอยู่หากิน รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลย์

       การบริหารจัดการชุมชนบนฐานวิถีวัฒนธรรมชุมชนนั้นต้องเผชิญกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงจากวัฒนธรรมภายนอกอยู่โดยตลอด ดังที่ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กล่าวไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนายุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษาภูมิปัญญาไทย 4 ภาค ว่าการพัฒนาชนบทเป็นการพัฒนาในเชิงที่ "ชุมชนและท้องถิ่นถูกพัฒนา" รัฐบาลเป็นผู้กำหนดกรอบความคิดและวางแผนในการพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาท้องถิ่น พัฒนาชุมชน แล้วรัฐบาลก็ไปจัดการ ไปดำเนินการผ่านกลไกของระบบราชการ ชุมชนและท้องถิ่นจึงถูกพัฒนา ซึ่งหมายถึง ถูกสั่ง ถูกบอก กระบวนการพัฒนาเกิดขึ้นภายใต้ระบบราชการที่รัฐบาลเป็นผู้กำกับ จากข้างบนลงล่าง บทบาทของชุมชนและท้องถิ่นในการพัฒนาจึงเป็นบทบาทรอง เป็นบทบาทที่ไม่สำคัญ บทบาทที่โดดเด่นและมีความสำคัญ คือ รัฐ โดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาชุมชน และชุมชนเป็นผู้ถูกพัฒนา

      ในขณะที่อำนาจรัฐจัดการชุมชนอย่างเบ็ดเสร็จ ก็พบว่ายังมีชุมชนที่ยังคงจัดการชุมชนตัวเองบนฐานวัฒนธรรมชุมชน โดยผ่านระบบอาวุโส ระบบความสัมพันธ์ท้องถิ่น ดังกรณีศึกษาบทเรียนวัฒนธรรมชุมชนกับการบริหารจัดการงานพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน : สภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่าง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ศึกษาโดยบรรพต ศรีจันทร์นิตย์, อภินันท์  บุญทอน และประสิทธิ์ โนรี ซึ่งวิทยาลัยการจัดการทางสังคมได้ให้การสนับสนุน ที่ได้สะท้อนถึงกระบวนการจัดการชุมชนแบบประชาธิปไตยหมู่บ้านบนฐานวัฒนธรรมชุมชน

   ทั้งนี้ บ้านโพนสว่างเป็นชุมชนที่มีบทบาทนำในการพัฒนาระดับอำเภอของอำเภอดอนตาล และเป็นหนึ่งในตัวอย่างหมู่บ้านพัฒนาดีเด่นในระดับจังหวัดมุกดาหาร อีกทั้งมีประสบการณ์ในการพัฒนาและพัฒนาระบบการจัดการชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 มีองค์กรของชุมชนเกิดขึ้นหลายองค์กร เช่น องค์กรการเงินขนาดเล็ก กลุ่มเกษตรธรรมชาติ กลุ่มหัตถกรรมไหมฝ้าย กลุ่มเยาวชน และกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการบริหารจัดการพัฒนาชุมชนโดยใช้ รูปแบบสภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่างอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถยกระดับองค์ความรู้และใช้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นฐานคิดที่สำคัญ เป็นกลไกในการบริหารจัดการงานพัฒนาด้านต่างๆ มีองค์ประกอบของผู้อาวุโสในชุมชนที่มีแนวคิด และประสบการณ์  มีภาคราชการต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม

        ชุมชนบ้านโพนสว่าง เดิมชื่อบ้านโนนเซียงหวางเป็นชุมชนที่เรียกตนเองว่า ผู้ไทกะเลิงก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2456 มีครัวเรือนที่ตั้งถิ่นฐานในระยะแรก 7 ครัวเรือน ปัจจุบันชุมชนโพนสว่างมีจำนวน 85 ครัวเรือน ประชากรรวม 422 คน เป็นชาย 200 คน หญิง 222 คน มีผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านจนถึงปัจจุบันจำนวน 9 คน พื้นที่ทั้งหมดของชุมชน จำนวน 1,000 ไร่ ตั้งบนพื้นที่โคก ลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกด้านลำน้ำโขงซึ่งห่างออกไปประมาณ 5 ก.ม. ห่างจากตัวเทศบาลดอนตาล 1 ก.ม. และห่างจากตัวจังหวัดมุกดาหาร 35  ก.ม. การตั้งถิ่นฐานของชุมชนโพนสว่างสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ตามพัฒนาการทางสังคมที่สำคัญ คือ (1) การสร้างบ้านแปงเมือง พ.ศ. 2456-2525 (2) หมู่บ้านพัฒนา พ.ศ.2526-2540 และ (3) การฟื้นฟูสภาผู้เฒ่าหลัง พ.ศ.2540-ปัจจุบัน

        สภาผู้เฒ่าในอดีต ถือว่า เป็นหน่วยที่ทำให้สังคมชุมชนดำเนินต่อไปได้ อย่างสงบเรียบร้อย เป็นศูนย์รวมของกฎเกณฑ์และระเบียบทางสังคม ผ่านเครื่องมือที่สำคัญ เช่น จารีตประเพณี (ฮีต12) คองธรรม (คอง 14) และเปิงบ้าน ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นกฏเกณฑ์เฉพาะของชุมชน แต่ละชุมชนที่ยอมรับและปฏิบัติร่วมกัน จากการศึกษาพบว่า สภาผู้เฒ่าเกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาภายในชุมชน ทั้งนี้ พัฒนาการของสภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่างสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ตามสถานการณ์ในชุมชน กล่าวคือ ช่วงที่ 1 การก่อตั้งหมู่บ้าน พ.ศ. 2456-2525 คือ จะมีหัวหน้าหมู่บ้านหนึ่งคน ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ จะต้องผ่านการหารือกับผู้เฒ่าผู้แก่แบบ  เว้ากลางเดิ่น” (ปรึกษากันกลางลานบ้าน) ซึ่งในอดีตนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ คือที่พึ่งของลูกหลาน หรือสมาชิกในชุมชน เพราะผู้เฒ่าผู้แก่คือผู้ที่มีหลักธรรม 4 หลักด้วยกัน คือ หลักเมตตาธรรม  (ความเมตตาปราณี ความกรุณา) หลักศีลธรรม (ครองตนอยู่ในศีล) หลักจริยธรรม (หลักการปฏิบัติตน) หลักมนุษยธรรม (ความเป็นคน) เป็นที่เคารพนับถือของลูกหลาน การจัดการชุมชนจึงต้องปรึกษาหารือผู้เฒ่าด้วย ช่วงที่ 2 วิกฤตสภาผู้เฒ่า ในช่วง พ.ศ. 2525-2540 หลังจากที่มีการประกาศนโยบาย 66/23 และมีผลในทางปฏิบัติบังคับใช้  กลไกอำนาจรัฐได้แต่งตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นมาจัดการปกครองชุมชน ซึ่งมีผลทำให้บทบาทของสภาผู้เฒ่าลดลง เพราะการจัดการกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้านด้านต่างๆ อยู่ในความรับผิดชอบของ ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านซึ่งกลไกดังกล่าวนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย และจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม/องค์กรชุมชนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ได้ อันนำไปสู่ช่วงที่ 3 ช่วงเวลาการฟื้นฟูสภาผู้เฒ่าหลัง พ.ศ.2540–ปัจจุบัน โดยเริ่มจากผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นได้เรียกประชุมทุกภาคส่วนในหมู่บ้านเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชุมชน ประกอบกับนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชนจึงได้มีการรื้อฟื้นบทบาทของผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นมาอีกครั้ง จนเป็นรูปเป็นร่างเกิดเป็น สภาผู้เฒ่าทั้งนี้ให้ความสำคัญกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน และฟื้นฟูภูมิปัญญาชุมชนด้านต่างๆ มีการวางแนวทางร่วมกันของสมาชิก โดยมอบหมายให้ สภาผู้เฒ่าและหัวหน้าเขตคุ้มเป็นที่ปรึกษามีบทบาทหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะ และปรึกษาเรื่องต่างๆ โดยสภาผู้เฒ่าและเขตคุ้มประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผู้เฒ่าที่คนในชุมชนเคารพนับถือและมีภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านต่าง ๆ ปัจจุบันมีจำนวน 21 คน อยู่ในสภาได้ตลอดชีวิต หมดวาระเมื่อเสียชีวิต หรือย้ายถิ่น ส่วนที่ 2 ได้แก่ หัวหน้าคุ้มต่างๆ 5 คุ้มโดยตำแหน่ง จำนวน 5 คน รวมสมาชิกสภาผู้เฒ่าในปัจจุบันมีจำนวน 26 คน

      บทบาทหน้าที่หลัก ๆ ของสภาผู้เฒ่ามีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ 1. บทบาทนำในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในชุมชน และจากภายนอกชุมชน  2. บทบาทการให้คำปรึกษาในเรื่องการพัฒนาหมู่บ้าน การจัดการหมู่บ้านและการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งมีโครงสร้างและหน้าที่ดังสภาผู้เฒ่าทำหน้าที่ในการยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ซึ่งเห็นได้จากบทบาทในการจัดการความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคล เช่น ความขัดแย้งในเรื่องการประทุษร้ายต่อกัน การลักทรัพย์ ทำลายทรัพย์ เป็นต้น ความขัดแย้งระหว่างสถาบันกับสถาบัน เช่น ความขัดแย้งในเรื่องที่ดินวัดกับโรงเรียน ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกลไกรัฐ เช่น ความขัดแย้งในเรื่องความเห็นต่อการกวดขันวินัยจราจรที่เข้มงวดกับตำรวจในท้องที่ เป็นต้น ผลจากการเข้าไปไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา โดยใช้กระบวนการ เว้าความ หรือการว่าความ  การประชุมหารือกันโดยมีสภาผู้เฒ่าเป็นกลไกกลางในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติหรือทางออกของปัญหา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลไกการไกล่เกลี่ยปัญหาที่ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ และเสนอข้อคิดเห็นต่อปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีความตื่นตัวสูงในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารภายในชุมชนและในระดับพื้นถิ่น อันเป็นกระบวนการที่สามารถลดการสะสมเพิ่มพูนของปัญหาได้อย่างทันท่วงทีในระดับชุมชน รวมทั้งเป็นการยกระดับองค์ความรู้เรื่องการจัดการชุมชนโดยชุมชน และการให้คุณค่าต่อกันเองภายในชุมชน ลดภาระของกลไกรัฐทั้งด้านกระบวนการ บุคลากร งบประมาณ ในเรื่องการจัดการข้อพิพาทนอกจากบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งต่างๆ  แล้ว สภาผู้เฒ่ายังทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาในการพัฒนาหมู่บ้าน การจัดการหมู่บ้านและการฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนอีกด้วย เช่น เรื่องการกำหนดแนวเขตในการวางท่อประปาใหม่ในหมู่บ้าน ทิศทางการบริหารกองทุนข้าวเพื่อส่วนร่วมและหมู่บ้านใกล้เคียง  ส่วนเรื่องการดำเนินงานในการฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชนจะเป็นทั้งการให้คำปรึกษาและการปฏิบัติ เช่น การกำหนดวันบุญหรืองานบุญในหมู่บ้าน รูปแบบการจัดและผู้นำจัด ส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนในสภาผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดจนเป็นกลุ่มคนที่ให้ข้อมูลในการบันทึกประวัติศาสตร์ในชุมชน

             ดังนั้น การจัดการชุมชนในรูปแบบสภาผู้เฒ่าโพนสว่าง ก่อให้เกิดความรู้หรือคุณค่าหลายประการด้วยกัน อย่างเช่น การขัดเกลาอุดมการณ์และความคิดชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการพึ่งตนเอง พึ่งกันเองทั้งทางด้าน ความเป็นอยู่ เป็นไป เศรษฐกิจและสังคมชุมชน การควบคุมและการจัดการชุมชนให้อยู่ในร่องในรอยวัฒนธรรม จารีตประเพณี เปิงบ้าน เพื่อให้ชุมชนอยู่อย่างสงบสุข  การอบรมสั่งสอน ถ่ายทอด ปลูกฝังอุดมการณ์ของชุมชน องค์ความรู้และภูมิปัญญาสู่รุ่นลูก หลาน เพื่อให้ทายาทในชุมชนได้มีหลักคิด หลักปฏิบัติในการครองชุมชนสืบไป ดังคำที่ว่า เป็นคนอย่าให้เป็นคนหัวกุดหัวขาด เป็นผีต้องมีศาล เป็นบ้านได้ต้องมีขื่อมีแปอันมีความหมายว่า เป็นคนต้องมีความคิดนับถือญาติพี่น้อง วิญญาณหรือจิตใจต้องมีเครื่องยึดเหนียวให้สมบูรณ์ เมื่ออยู่รวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านก็ต้องมีกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เป็นดังนี้แล้วชุมชนจึงจะสืบเนื่องต่อไปอย่างปรกติสุข

          ด้วยเหตุนี้ สภาผู้เฒ่าจึงเป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน มีการผสมผสานกับอำนาจการจัดการของรัฐ ไม่ล้าสมัยแต่เท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สอดร้อยกับฐานคิดในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งน่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ดีสำหรับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการจัดการแก้ไขปัญหาความยากจน จึงต้องเกิดจากการเข้ามามีส่วนร่วมของคนที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีประสบการณ์ และมีองค์ความรู้   ทั้งนี้ อำนาจรัฐไม่ควรเข้าไปจัดตั้งกลไกการจัดการให้แก่ชุมชน  ควรเปิดโอกาสให้กลไกการจัดการของชุมชน อย่างกรณีสภาผู้เฒ่า เข้ามามีบทบาทเสริมสร้างและเป็นเกราะกำบังสำหรับชุมชนในการแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างถูกทิศและถูกทาง

edit @ 7 Mar 2010 18:39:47 by หิ่งห้อยน้อยแสง

วัฒนธรรมชุมชน

posted on 06 Mar 2010 20:21 by prangtip
การวิเคราะห์ สภาบ้านโพนสว่าง  กับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน 

        จากกระแสการพัฒนาชุมชน ที่เกิดขึ้นภายหลังแนวคิดความจำเป็นที่ต้องการพัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญเป็นที่ยอมรับ  โดยประเทศไทยก็ยังถูก เรียกว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงมีการเปิดประเทศและยอมรับเอาวัฒนธรรมชุมชน เข้า พึ่งพาเทคโนโลยี  ความรู้และวิธีการ เพื่อหวังที่จะพัฒนาประเทศ กระแสความทันสมัย โลกาภิวัตน์เข้ามา ทำให้เกิดระบบทุนข้ามา และเหตุปัจจัยเหล่านี้ที่เข้ามา ทำให้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนดั่งเดิมเริ่มจะสูญหายไป และสังคมไทยยอมรับวัฒนธรรมใหม่ๆเข้ามา ทำให้เกิดการต่อต้าน ความทันสมัย ที่จะเข้ามาบวกกับเศรษฐกิจในปี2540 ที่เกิดวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ อย่างรุนแรงในประเทศไทย จึงเกิดกระแสวัฒนธรรมชุมชนขึ้น เริ่มจากนโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากระดับประเทศสู่ชุมชน โดยรัฐบาลเป็นผู้ให้การสนับสนุน เช่น การสร้างศูนย์การเรียนรู้ ฝึกอบรม อาชีพ ให้กับชาบ้าน ด้านการเกษตรแบบยังชีพ และอื่นๆ

      โดยในกรณีที่มีการจัดตั้งสภาผู้เฒ่า ที่บ้านโพนสว่าง เกิดขึ้นเขากำลังที่เพื่อที่จะต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ โดยการจัดตั้ง ชุมชน สภา  กลุ่ม เป็นของตนเอง  ลดการนำเข้าจากภายนอก โดยสภาผู้เฒ่า เป็นรูปแบบการบริการที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน มีการผสมผสานกับอำนาจการจัดการของรัฐ และใช้ระบบ หลักธรรม เข้าช่วยเพื่อง่ายต่อการบริหาร การจัดการชุมชนในรูปแบบสภาผู้เฒ่าโพนสว่าง ก่อให้เกิดความรู้ หรืคุณค่าหลายประการ เช่น การขัดเกลาอุดมการณ์และความคิดชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดำรงอยู่ ด้วยการพึ่งตนเอง พึ่งกันเอง ทั้งทางด้านความเป็นอยู่ เศรษฐกิจสังคมชุมชน นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สภาผู้เฒ่าบ้านโพนสว่าง ต้องการที่จะต่อต้านระโลกาภิวัตน์ ระทุน แต่กลับหันมาสร้างชุมชนเองบนฐานวัฒนธรรมชุมชน โดยผ่านระบบผู้อาวุธโส ระความสัมพันธ์ท้องถิ่น บ้านโพนสว่างเป็นชุมชนที่บทบาทนำในการพัฒนาระดับอำเภอ เป็นตัวอย่างหมูบ้านดีเด่น และยังเกิดองค์กรขึ้นหลายองค์กร ของชุมชนเกิดขึ้นหลากหลายองค์กร เช่น องค์การเงินขนาดเล็ก กลุ่ม เกษตรธรรมชาติ  กลุ่มหัตถกรรมไหมผ้า กลุ่มเยาวชน กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน และยังใช้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน เป็นฐานคิดที่สำคัญ เป็นกลไกการบริหารจัดการพัฒนาด้านต่างๆ และใช้กระบวนการจัดการชุมชน แบบประชาธิปไตยหมู่บ้านบนฐานวัฒนธรรมชุมชน

      ซึ่งที่สภาผู้เฒ่าทำให้เกิดการเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนก็ไม่ใช้ว่าจะไม่รับกระแสของ

โลกาภิวัตน์  มาพวกเขาก็รับมาเหมือนกัน แต่คนละรูปแบบ เพราะบ้านโพนสว่างก็มีรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือ และไม่ล้าสมัยแต่เท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งในกระแสการต่อต้านการพัฒนา และเป็นอุปสรรค์เช่นกันในการพัฒนา

      วัฒนธรรมชุมชนในหมู่บ้านโพนสว่างดั่งเดิมแต่โบราณ  ตั้งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมชุมชน ผ่านระบบเครือญาติ ระบบตระกูล  และระบบอาวุธโส ที่ช่วยยึดโยงชุมชนให้มีระเบียบแบบแผนการอยู่ร่วมกัน การพึ่งตนเอง  การหาอยู่หากิน รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างสมดุลย์ แต่ก็ยังเผชิญ กับกระแสของการเปลี่ยนแปลงจากวัฒนธรรมชุมชนภายนอกโดยตลอด ทำให้ชุมชนท้องถิ่นถูกพัฒนามาใช้รูปแบบถูกส่ง ถูกบอก การพัฒนาจึงเกิดขึ้นภายใต้ ระบบราชการที่รัฐบาลเป็นผู้กำกับ

     เราจะเห็นว่าบ้านโพนสว่าง จะใช้สภาผู้เฒ่าเป็นหน่วยที่ทำให้สังคมชุมชน ดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย ผ่านจารีตประเพณี อีต12 คอง 14  แต่เมื่อปี2540 เกิดวิกฤตการทางเศรษฐกิจ รัฐแต่งตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นมาปกป้องชุมชน ทำให้บทบาทสภาผู้เฒ่าลดลง อำนาจ อยู่ที่ผู้ใหญ่บ้านซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ความสำพันธ์ระหว่างกลุ่ม องค์กรชุมชนต่างๆ

 สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมชุมชนของหมูบ้านโพนสว่าง ชุมชนต้องการที่จะแสดงขึ้นมาว่าขณะที่อำนาจรัฐจัดการชุมชนอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังมีชุมชนที่ยังคงจัดการชุมชนตัวเองบนฐานวัฒนธรรมชุมชน โดยผ่านระอาวุธ เพื่อเป็นเครื่องต่อสู้ทางอุดมการณ์ของผู้ยากไร้ ชนบท ที่มีภาพตรงกันข้ามกับภาพของชาวบ้านที่ถูกมองจากภายนอก โดยเฉพาะรัฐ ที่ต้องการจะพัฒนาชนบท ให้เป็นคนเก่ง ไม่จน มีงานทำ จำเป็นต้องนำเสนอภาพของบ้านโพนสว่าง นี้เป็นไปเกินความเป็นจริง เช่น ชาวบ้านโพนสว่าง มีความสามัคคี  เยาวชนรักวัฒนธรรมพื้นบ้าน ไม่กินเหล้า ขัดแย้งกัน ไม่ลักทรัพย์ เป็นภาพที่ดูดีไปหมด ทุกอย่างเลย เหมือนชุมชนจินตนาการ ในอุดมคติ แต่ที่จริงชุมชนก็ใช้ว่าจะดีเสมอไป มันก็มีผุ้คนที่พึ่งพากระแสโลกาภิวัตน์ อยู่บ้างในบางเรื่อง

  วัฒนธรรมชุมชนโพนสว่างมีนานแล้ว มันเกิดจากการที่ชุมชนใช้ภูมิปัญญา แนวคิดท้องถิ่น  คิดใช้เอง ทำเอง ไม่ต้องไปพึ่งภายนอกและที่สำคัญมีหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือมาเป็นผู้สนับสนุน โดยใช้วัฒนธรรมเหล่านี้ที่มีอยู่ ดำเนินต่อไปเพื่อสร้างรายได้ จากการทำผ้าไหม เราจะเห็นได้ว่าสภาผู้ฒ่าบ้านโพนสว่างก็เป็นการนำเอาแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนมาปรับใช้เพื่อให้เกิดการใช้แนวคิดที่ดั้งเดิมมาใช้เพื่อชาวบ้านชุมชนจะสามารถใช้ได้ง่ายในการสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน

    และเราจะเห็นว่าการกำเนินงานของสภาผู้เฒ่าจะเน้นการใช้ประสบการณ์ในการบริหารงาน  ใช้รูปแบบประชาธิปไตยทุกคนสามารถที่จะเสนอความคิดในการที่จะพัฒนา และเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นสภาผู้เฒ่าก็จะไปไกล่เกลี่ยพิพาทระหว่างชุมชนภายในและภายนอก และเราจะเห็นอุดมการณ์การแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนที่สามารถนำมาใช้ได้ในการบริหารงาน เห็นแนวทางการฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนที่หลากหลาย การนำหลักจารีตมาใช้

edit @ 6 Mar 2010 20:23:25 by หิ่งห้อยน้อยแสง

สรุปการเดินทางไปที่ประจวบ

 วันที่19  กุมภาพันธ์  2553 

  07.00 .   พบกันที่สถานีรถไฟ อุบล  เป็นเวลาที่อาจารย์นัดทุกคนให้มาพบกันแต่กับมาไม่ครบตามกำหนดเวลา และในขณะที่นั่งรอเพื่อนๆ พี่ๆ ได้คุยกับคุณป้าท่านหนึ่งและลูกกำลังนั่งรอรถไฟที่จะไปลงสถานีสระบุรี แต่คุณป้าเล่าให้ฟังว่า ชีวิตคุณป้าที่น้าสงสารให้ฟังว่า สามีป้าตาย และกว่าจะหาลูก พบก็ตั้ง3 เดือน แล้วของที่เป็นมรดกก็เป็นชื่อสามีของป้าจึงเอามรดกได้ยากเนื่องจากต้องฟ้องคนตายออกก่อนและต้องหมดเงินมากป้าจึงต้องเดินทางไปที่สระบุรี

 

10.00.   รถไฟเคลื่อนกระบวนออกจากอุบล แต่วันที่เดินทางไปนั้นมีเด็กจากหลายโรงเรียนเดินทางไปเที่ยวที่ศรีษะเกษเยอะมาก  ทำไห้กระบวนรถไฟไม่พอทำไห้หนูและเพื่อนหลายคนต้องเสียสละที่นั่งให้ เด็ก  คนแก่    แต่ก็รู้สึกดี ว่าเราได้ทำดีแล้ว แต่มีบางคนที่เป็นผู้ชายที่ไม่เสียสละที่นั้นไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร

 

14.00- 20.30 .  เป็นเวลาที่คนขายของมาก บางครั้งก็รู้สึกรำคาญ ง่วงนอน แต่พอได้สังเกตดูนานๆๆกับพบว่าทำทำเพื่อการยังชีพ มีทั้งเด็ก วัยรุน คนแก่ หลายรูปแบบ แต่พอถึงโคราชมีเด็กวัยรุ่นน่าตาดี ขึ้นมาขายน้ำทำ ให้เพื่อนๆพี่กรีดมากมีการขอเบอร์โทร แต่ที่สังเกตพบว่าเขาขายน้ำหมดกว่าคนอื่นไม่รู้ว่าเขาหน้าตาดีหรือเปล่า

 

22.00-23.00.  ถึงสถานีหัวลำโพง ทุกคนเหนื่อยมากแยกย้ายกันเข้าห้องน้ำแล้เมื่อองน้ำ แต่เมื่อเข้าห้องน้ำแล้วลืมเอาแปรงสีฟันเข้าไปว่าจะออกมาก็รู้สึกว่าโดนด่า  น้าเกลียดมาก ไม่รู้ว่าเมื่องใหญ่มีแต่สิ่งที่ไม่คาดฟังนิสัย แย่กว่าคนบ้านนอก  หลังจากนั้นก็เดินไปที่ร้านอาหาร พบว่าอาหารทุกอย่างมีราคาแพงกว่าที่บ้านมากทั้งๆที่อาหารก็เหมือนกัน และค้นพบว่าเมื่องใหญ่น่ากลัว ไม่คอยเห็นน้ำใจคนทุกอย่างเป็นเงินหมด พอถึงที่พักทุกคนง่วงนอนากแต่ที่พักไม่พอกัน ต้องมีคนทีได้นอนเต้นหนูก็เสียสละที่จะนอนเต้น ร้อนมากที่ชาร์แบตก็ไม่มี พอจะไปชาร์ที่บ้านกับถูกปฏิเสธว่าที่ชาร์เติมแล้วทั้งๆที่ตัวเองนอนที่บ้านน่าจะให้คนทีนอนเต้นชาร์ก่อน วันนั้นเห็นนิสัยของหลายๆๆๆคนมากว่าเป็นอย่างไร แย้จังเลย เสียความรู้สึกมากๆๆ……..

20 กุมภาพันธ์   2553

08.00-10.00.   ตื่นอาบน้ำแปรงฟัน กินข้าว   หลังจากนั้นก็เดินริมชายหาด ถ่ายรูป เก็บเปลือกหอยเล่น บรรยากาศดีมาก เดินไปริมชายหาดเรื่อยๆ เจอกรองถ่ายหนัง เจอ เทพ โพธิ์งาม ด้วยหลังจากนั้นก็เดินทางกับที่พัก

 

10.00-12.00.    อาจารย์เสนาะให้ความรู้เรื่องส้นทางการเดินทางจากอุบลถึงประจวบตอนที่เดินทางมารู้สึกว่ามันไม่ไกล แต่หลังจากที่อาจารย์ได้วาดภาพให้ดูกับพบว่ามันไกลอยู่ ไม่รู้ว่าตอนนั้นคงสนุก กับการเดินทางรถไฟครั้งที่ สามกระมัง  หลังจากนั้นอาจารย์ วิเชียร ให้ความรู้ต่อเรื่องการตั้งโรงงานไฟฟ้าที่บ่อนอก ว่าเป็นมาอย่างไร พบว่าชาวบ้านไม่พอใจจึงเกิดการประท้วงขึ้นจนเป็นเหตุให้เจริญวัตร อักษร ต้องจบชีวิตลง แต่ชาวบ้านและพี่กระรอกยังต่อสู้จนถึงทุกปัจจุบัน แต่ก็ยังต่อสู้ถึงแม้จะมีการโทรศัพท์มาขู่ว่าจะฆ่าตาย แต่ยิ่งทำให้ชาวบ้าน มีความสามัคคีกันมากขึ้น

 

12.000-13.00. รับประทานอาหารเที่ยง

13.00-14.00. พี่จินตนาเล่าถึงกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านหินกรูดการ สร้างโรงงานไฟฟ้า แต่ตอนนั้นเป็นยุครัฐบาลทักษิณ มีนโยบายว่าจะสร้างโรงงานถลุงเหล็กที่บ่อนอก กับทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ทำไห้ชาวบ้านไม่พอใจ จึงเกิดการรวมตัวกันประท้วง ทำไห้เห็นว่ารัฐยังเพิกเชยกับความเดือดร้อนที่ชาวบ้านได้รับน้อยว่าการพัฒนาทั้งๆที่การพัฒนาที่แท้จริงคือความสุขของชาวบ้าน แต่การพัฒนาที่รัฐอ้างมันกับนำความเดือดร้อนมาสู้ชาวบ่อนอก  หินกรูด

 

15.00-17.0011.    ร่วมกันเดินทางไปที่บริเวณที่เกิดเหตุการณ์ว่าจะสร้างโรงงานที่บ่อนอก พร้อมกับเก็บขยะไปด้วย ตอนนั้นรู้สึกดี แต่มองไปรอบๆข้างผู้ชายบางคนกับเดินตัวเปล่าให้ผู้หญิงถือถุงขยะหนูก็รู้สึกว่ามันหนัก อาจารย์จึงเรียกผู้ชายมาช่วย จากนั้นจึงตั้งข้อสังเกตว่าถ้าอาจารย์ไม่เรียกเขาจะมาช่วยไหม พอถึงที่เกิดเหตุการณ์พี่กระรอกก็ให้ความรู้เล็กน้อย ก็เดินทางกับกินข้าวเย็นมีฝนตกลงมาปอยๆๆ

 

20.00-22.00.  ร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ อาจารย์ ลุกศิษย์ และมีศิลปิน ปู พงษ์ศิษย์    คำภี มาร้องเพลงให้ฟัง ก่อนแยกย้ายกันกับที่พักอาจารย์ก่อนการเดินทางไปประจวบมีข้อตกลงว่าคนที่นอนบ้านต้องมานอนที่เต้นด้วย ตอนนั้นอาจารย์ก็ถามว่าโครจะมานอนเต้นแล้วให้เพื่อนนอนบ้านกับมีคนยกมือไม่ถึง4 คน ทั้งๆที่คนที่จะนอนบ้านมีตั้งมากตอนนั้นหนูก็รู้สึกว่าไม่สบาย ปวดหัว อยากนอนบ้านเพื่อที่จะได้เช็ดตัวได้สะดวกเพราะที่เต้นไม่มีไฟ แต่กับถูกบางคนพูดไห้ว่าเป็นคนชายขอบรู้สึกแย่มาก คำว่าชายขอบมันเจ็บนะรู้บางไหม วันนั้นกับเห็นความเห็นแก้ตังของหลายๆคน ที่มีต่อเพื่อนๆ น้องๆ  ร่วมสาขาเดียวกัน

21  กุมภาพันธ์  2553

 07.00-12.00.  ตื่นนอนเล่นน้ำทะแล อย่างสนุกสนานมากจนลืมคำว่าเหนื่อย แต่กับเล่นเสร็จกับรู้สึกว่าเหนื่อยแต่ก็ทนได้เพื่อความรู้มาและประสบการณ์ที่จะได้รับมา พี่กระรอกก็มาให้ความรู้เพิ่มจากเมื่อวาน พี่กระรอกพูดสนุกมาก และมีความรู้ที่จริงสามารถตอบได้ทุกคำถามที่ถามไป

 

13.00-14.00. เดินทางไปที่บ้านคั่นกระได เพื่อทราบถึงสาเหตุของการสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ ว่าชาวบ้านเดือดร้อน 60 ครัวเรือน มีนายทุนเอาขยะมาทิ้งหลายปีแล้ว แต่ต่อมามีโครงการว่าจะสร้างโรงงานขยะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ห่างจากบ้านคั่นกระไดเพียง3  กิโลเมตร ทำไห้ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้โดยใช้กระบวนการต่อสู้แบบสันติวิธี หาสื่อมวลชน 6 พันธมิตรร่วมกันต่อสู้ ชาวบ้านมีอาชีพประมงเพียงอย่างเดียว ถ้าสร้างโรงงานขยะ ปลา กุ้ง หอย  ต้องตายแน่เลย และน้ำประปาชาวบ้านก็อยู่ใกล้ที่จะสร้าง มีทั้งควัน น้ำฝนก็กินไม่ได้  พื้นที่เสียหาย

 

 14.00-15.00 .  ไปที่บางสะพานปลาได้เห็นวิถีชีวิตของไอ้หนุ่มตังเกย์ ชาวพม่า ไทย ลาว ที่มีสัญชาติที่แตกต่าง คนละภาษา มาอยู่รวมกัน แต่สามารถอยู่ได้ เพราะเขาพูดไทยได้ แต่หนูฟังไม่รู้เรื่อง แต่มีเพื่อนที่พูดภาษาเขมรได้ ถึงรู้ว่าเข้าได้เงินจากการประมง ปีละ 5หมื่นบ้านต่อปีแต่เป็นแรงงานที่มาโดยการที่ผิดกำหมาย กินบนเรือนอนที่เรือบางครั้งก็กลับบ้านเอาเงินไปให้ลูกเมียเพราะเงินไทยที่ประเทศเข้ามันแพง บางครั้งนายทุนก็ไปรับเอาที่ประเทศเขา บางคนโดนหลอก และมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของสะพานปลา ป้าเล่าว่าแต่ก่อนเป็นสะพานไม้พึ่งเปลี่ยนเป็นสะพานปูนได้ไม่ถึง10 ปี เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ มีพี่น้อง14 คน มีรายได้เท่าไรก็หาร14     คนที่ขนอาหารออกต้องจ่ายค่าผ่านสะพานคิดกิโลละ 40 สตางค์ ของอาหารที่ขนออก

 

15.00-16.00.  ไปที่ธนาคารปู กลุ่มอนุรักษ์อ่าวประจวบ เห็นว่าชาวบ้านมีการตั้งธนาคารปูเพื่อต้องการที่จะอนุรักษ์ปูม้า และตัว1 มันออกลูกได้ 2 ครั้ง และเริ่มมีแม่ปูออกสู้ทะแลมากขึ้น มีสมาชิก 3 อ่าว 80 กลุ่ม มีรายได้เพิ่มจากการออมเงินเดือนละ100 บาท คนที่จะจับปูได้ต้องเป็นคนในหมู่บ้าน

ห้ามเรื่อประมงขณะใหญ่เข้า ปูม้า กิโลละ180บาท ถ้าจับได้ตังเล็กจะปล่อยลงสู่ทะแล

 

16.00-17.00.   รับประทานอาหารที่ร้านเพชรในรู อาหารเปรี้ยวมาก เดินทางกลับที่พัก

 

20.00-23.00.  กินอาหารริมชายหาด เปิดใจเรื่องที่มา หลายคนพูดดี บางคนพูดไม่น่าฟังพูดเสียดสีใส่กันไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเมาหรือตั้งใจพูด หนูฟังไม่นานจึงมามีข้อมูลที่จะเล่า

22 กุมภาพันธ์ 2553

 

05.00-07.00.   ตื่นนอนอาบน้ำ เดินทางกลับ แต่ร้อนมาก นอนไม่หลับเลย

 

12.00-13.00.    กินข้าวเที่ยงที่ร้านพ่อเข่ง อาหารแพงมาก ซื้อของฝากกลับบ้านฝากเพื่อน ขนาด

เดินทางบรรยากาศดีมากดีมีไร่สับประรด ภูเขาสวยงามมาก

 

14.00-15.00.    บรรยากาศรอบหัวลำโพง คนเยอะมากมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ บางคนน่ากลัวมาก บางคนแย้มแย้มแจ่มใส

 

15.00-04.00.  ขึ้นรถไฟเจอฝรั่งนั่งโบกี้เดียวกัน มีการกินเหล้า เบียร์น่ากลัวมาก และคนขายของชอบขายให้ฝรั่งไม่รู้ว่าทอนเงินถูกไมและของที่ขายเช่นมะม่วงที่กรุงเทพแพงมากแต่เมื่อใกล้ถึงภาคอีสานกับถูก อาหารบนรถไฟไม่สะอาด ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อยมาก พยามนอนกินยาด้วยแต่นอนไม่หลับ แต่อยากฝากบอกอาจารย์ทุกท่านว่าหนูขอบคุณมากที่พา พวกหนูไปดูสนามจริง และขอบคุณอาจารย์ทุกทานที่ดูแลลูกศิษย์ทุกคนเป็นอย่างดี กลับมาอย่างปลอดภัย ขอบคุณจากใจจากลูกศิษย์

 

edit @ 6 Mar 2010 20:24:29 by หิ่งห้อยน้อยแสง