สิ่งที่สังคมต้องรับรู้ซักที 

                         

 

             ก่อนอื่นขอกล่าวให้ทุกท่านทราบว่าเขื่อนราศีไศลตั้งอยู่จังหวัดศรีษะเกษ  พื้นที่เป็นป่าบุง ป่าทาม ชาวบ้านใช้ประโยชน์ในการใช้สอย ในการทำไร่  นาหนอง นาแซง จับสัตว์ เลี้ยงวัว ควาย ใช้ดินปั้นหม้อ เป็นแหล่งยังชีพ และสร้างอาชีพที่มั่นคงของคนริมมูลนั้น เรื่อยมา มีระบบเกษตรที่หมุนเวียน ไปตามฤดูกาลตลอดทั้งปี มีความมั่นคงทางอาหารสูง แม้เศรษฐกิจตัวเลขการค้าขายจะตำ แต่ถือว่าเป็นเขตที่มีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

           ครั้งแรกก่อนการลงพื้นที่ศึกษาจริงก็รู้ว่าชาวบ้านเดือดร้อน แต่ไม่รู้จริงว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากการสร้างเขื่อน ตอนแรกก็เข้าใจว่ารัฐก็คงให้ค่าชดเชยในส่วนที่เสียหารแล้ว แต่เมื่อได้ไปสัมผัสถามความเป็นอยู่ของชาวบ้านพบว่าชาวบ้าน เดือดร้อนมาก ต่อสู้กันมามาก มีคนล้มตายขณะที่มีการเคลื่อนไหว การเรียกร้อง จนกลายมาเป็นกลุ่มสมัชชาคนจน ถ้าพูดรอยๆท่านอาจไม่เข้าใจดิฉันขอยกตัวอย่างกรณีผลกระทบของ

คุณยาย ไค มากยิ่ง  อายุ  82ปี

 อำเภอราษีไศล  จังหวัดศรีษะเกษ 

    จากการที่รัฐบาลไดสร้างเขื่อนขึ้น ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมากถึงขั้นรุนแรงในด้านวิถีชีวิต ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือ จากการที่เคยแต่เดิมได้ทำการเกษตรกรรม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เก็บผักหักฟืน เผาถ่าน  กุ้งหอย อาจเป็นรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆได้ ทำนาปีนาปรังก็ได้ มีเห็ดมีหน่อไม้กินตลอดปี เลี้ยงวัวควาย เป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายเขื่อนยามยากก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่พอมาถึงปัจจุบัน ในเวลานี้ที่เกิดจากปัญหาการสร้างเขื่อนราษีไศลที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยแม่มูลเสมือนเป็นที่เลียงปาก ท้องก็ว่าได้ จากคนที่ทำงาน เลี้ยงชีพอยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิดต้องจากครอบครัว ญาติพี่น้อง นอกไปทำงานต่างจังหวัดต่างบ้านต่างเมืองเพื่อส่งกลับมาเลียงคนในครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เพียงพอจากเดิมที่มีการเอาวัวควายไปเลี้ยงป่าทามแต่ทุกวันน้ำท่วม แม้กระทั่งการทำการเกษตรกรรมน่าปีก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหา ถึงแม้ว่าจะเป็นพื้นที่โนนสูงพอสมควร การทำการเกษตรในภายหลังการสร้างเขื่อนวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัวก็ไม่พอเลี้ยงปากท้องมิหนำซ้ำการทำนาปรังก็ยังได้ซื้อนำของกรมชลประทานเพื่อทำการเกษตรทั้งๆที่เป็นพื้นที่ของตนที่ใช้สร้างเขื่อนจากการสูญเสีย ถูกปล้นเอาพื้นที่ไร่นาทำให้ได้รับความเดือดร้อน เมือเกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่เรียกว่าป่าทาม พืชผักธัญญาหารต่างๆนานาชนิดไม่หลงเหลือให้เอามากินกันได้ บางครั้งก็มีสารพิษปะปนมาด้วยและอีกอย่างหนึ่งก็คือการเลี้ยงวัว ควายซึ่งแต่ละครอบครัวจะมีควาย วัวเป็นฝูง ประมาณ 30-40 ตัว แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านต้องจำเป็นที่ต้องขายถึงแม้ว่าจะได้ในราคาที่ถูก ไม่เป็นราคาที่ตนต้องการก็ตามเพราะไม่มีบริเวณพื้นที่เลี้ยงวัว ควายเป็นฝูง ได้เนื่องจากเกิดน้ำท่วมขึ้น

มาอย่างยายนานแล้ว และรู้สึกว่าการเรียกร้องเริ่มมีความรุนแรง ในการที่ทางรัฐกระทำต่อชาวบ้าน ทางรัฐละเมิดสิทธิชาวบ้านดั้งนี้

-          สิทธิการทำมาหากิน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

-          สิทธิการครอบครองที่ดินตามจารีตประเพณี

-          สิทธิการดูแลจัดการทรัพยากร

-          สิทธิการตั้งถิ่นฐาน และการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

-          สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

             จากการกล่าวมาข้างต้นดิฉันไม่อาจสรุปได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในชนบท ว่าทางหน่วยงานรัฐเห็นคนยากจนเป็นอะไรเป็นแค่เครื่องมือของรัฐในการที่จะพัฒนาหรือไม่ อยากย้อยกลับไปถามแทนชาวบ้านว่ารัฐแต่ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ให้ปิดบานประตูเขื่อนกักเก็บน้ำทั้งที่การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกินยังไม่แล้วเสร็จ และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมยังไม่คืบหน้าใดๆ เลย

           รัฐทำเติมที่แล้วหรือยังที่ให้การช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ยายสำราญเล่าว่าปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานมา ๑๐ กว่าปีจะทวีความยุ่งยากขึ้นอีกในอนาคต ทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับรัฐแต่ก่อนรัฐกับชาวบ้านมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ทุกวันนี้เป็นนิมิตรหมายอันดีที่รัฐกับชาวบ้านเริ่มหันหน้ามาคุยกัน แต่ก่อนรัฐให้การช่วยเหลืออยู่แต่ยังไม่เป็นรูปธรรมเหมือนรัฐบาลชุดนี้ที่ให้การช่วยเหลือและส่งคนออกมารสำรวจ

         ยายเล่าว่าหลังจากที่ไม่ได้ทำนามาแล้วมาแล้ว 16 ปีชีวิตยายเริ่มเปลี่ยนมากยายต้องหาบของขายตามหมู่บ้าน ยายเล่าว่าลำบากมากกว่าจะได้เงินมาเลือดตาแถบกระเด็น หลังจากพื้นที่ยายตั้ง16 ไร่ ต้องกลายเป็นศูนย์เมื่อมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ชาวบ้านได้รับผลกระทบ กว่า  142 หมู่บ้าน ผู้เดือดร้อนประมาณ 8,500  ครัวเรือนทั้งสูญเสียที่ทำกิน การยังชีพและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์จากการใช้ประโยชน์จากป่าบุง ป่าทาม การดำเนินชีวิตเปลี่ยนหลังจากแต่ก่อนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทุกวันนี้ไม่มีแล้ว

          ดิฉันอยากตั้งข้อสังเกตไว้ว่าถ้าทางรัฐไม่สร้างเขื่อนจะไม่เกิดการพัฒนาจริงหรือ แน่ใจหรือ และการพัฒนาคืออะไร ไม่ใช้แค่การสร้างเขื่อน แล้วนำความเจริญมาให้ชาวบ้านแต่การสร้างเขื่อนราศีไศล นี้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และทางรัฐแน่ใจหรือว่ามันคือการพัฒนาแล้ว

          จากการกล่าวมาข้างต้นอาจสรุปได้ว่าชาวบ้านที่อยู่บริเวณสันเขื่อนได้รับผลกระทบจากกรณีการสร้างเขื่อนแต่ทางรัฐยังมองข้ามความเดือดร้อนนี้ไปอยู่บ้างในบางส่วน ชาวบ้านต้องการเรียกร้องที่ทำกินคืน ชาวบ้านเล่าว่าไม่ต้องการเงินแต่ต้องการที่ดินและพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กับคืนมาเพราะที่ดินสามารถทำดินได้ตลอด เงินก็ได้เป็นบางส่วนชาวบ้านจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่สมควรได้รับการพิจารณาจากทางหน่วยงานรัฐ  ชาวบ้านต้องการที่ให้หน่วยงานรัฐปิดประตูเขื่อนและและต้องการที่อยู่อาศัยชาวบ้านบางหลังค่าเรือนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากน้ำท่วม

        ในวันที่ดิฉันและเพื่อนๆลงพื้นที่เขื่อนราศีไศล สนุกมากวันนั้นมีการทำบุญกุ้มข้าวใหญ่และมีการผูกแขนให้คนที่ไปร่วมงาน และวันที่ไปก็มีการอัดเทปของ ที วี ไทย รายการเวทีสาธารณะ และที่สำคัญกว่านั้นคือวันนั้นมีการแลกเปลี่ยน เสวณา ความคืบหน้าของผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีทั้งแกนนำชาวบ้าน  นักวิชาการ รองรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทางกรมชลประทาน ก็มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหา และเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนังสือถึงนายกหรือยัง ก็มีการแลลกเปลี่ยนกันไปมา

 และก่อนการแยกย้ายกลับบ้านกลุ่มสมัชชาคนจนก็กล่าวรวมกันว่า  ณ วันนี้ เราได้ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ขั้นหนึ่งแล้ว เราจึงมีงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ คือการโฮมใจ โฮมบุญ ว่าเราจะร่วมกันต่อไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรีคนแม่น้ำมูล หากเราไม่ได้รับการช่วยเหลือ อีก 1 เดือน เราจะมารวมกันที่นี้  นี้คือคำมั่นสัญญาของกลุ่มสมัชชาคนจน

              

 

edit @ 16 Feb 2010 00:16:08 by หิ่งห้อยน้อยแสง

edit @ 6 Mar 2010 13:54:12 by หิ่งห้อยน้อยแสง

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เชิงอ่านให้สนุกนะค่ะ