อุบล – หัวลำโพง ปู๊น...ปู๊น
posted on 01 Mar 2010 14:01 by prangtip
การเดินทางลงใต้ไปประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อเดินทางไปศึกษาปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และกระบวนการต่อสู้คัดค้านของชาวบ้าน บ่อนอก – หินกรูด
และการไปครั้งนี้ จากการไปศึกษากรณีดังกล่าว ยังได้มีโอกาส ไปศึกษา และพบเจอกับสภาพปัญหาในมุมต่างๆอีก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาของชาวประมงพื้นบ้าน กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ของกลุ่มอนุรักษ์เรือประมงพื้นบ้าน และการนำพื้นที่สาธารณะ ไปทำโรงเผาขยะ(บริเวณภูเขา) ของชุมชน คั้นกระไดหลังจากนั้น ก็ไปดู กลุ่มอนุรักษ์ปูม้า (ธนาคารปู) อ่าวน้อยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปูม้าและนำปูม้ากลับทะเลเพื่อเพิ่มจำนวนปูม้า ที่เริ่มหมดไป จากการลวกอวนของเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ และการประมงของชาวบ้าน พอออกจากธนาคารปู ก็เดินทางต่อ ไปที่สะพานปลาป้าฮวย ที่เป็นสะพานคอนกรีต ทอดตัวยาวออกไปทะเลประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นท่าเทียบเรือ และขนถ่ายปลา ในสะพานปลานั้นพอได้ลงไปดูเราจะได้เห็นถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์ และความเหลื่อมล้ำของสังคม แรงงานต่างด้าวหรือแม้แต่ค่าแรงที่แรงงานเหล่านั้นได้รับ จากการสอบถามแรงงานกัมพูชาคนหนึ่ง เขาเล่าว่า “ได้เข้ามาทำงานเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ค่าแรงที่ได้รับได้เป็นปี ปีละ 5 หมื่น ถึง 1 แสนบาท แต่ก็ต้องจำเป็นต้องทำ โดยปัจจัยในหลายๆอย่าง ถึงงานจะหนัก และโดนกดขี่ยังไงก็ต้องตน เพราะฐานะมีความยากจน สภาวะเศรษฐกิจในประเทศกัมพูชามันไม่ได้เอื้อต่อคนจนอย่างเขา” และจากการสอบถามจากคนในพื้นที่ ทราบว่าแรงงานที่มาลงเรือ ก็มีทั้ง แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และอีสาน ในบริเวณข้างสะพานปลา มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า (ตาม่องล่าย.) ที่ชาวบ้านเคารพและมีความเชื้อว่าเป็นภูเขาอาถรรณ์ โดยมีเรื่องเล่าต่อๆมาว่า ตาม่องล่ายมีลูกสาวคนหนึ่งที่ชอบพอกับหนุ่มชาวเล แต่ตาม่องล่ายไม่ชอบและกีดกัน แต่ด้วยอนุภาพแห่งความรักของทั้งสองจึงหนีตามกันไป ทำให้ตาม่องล่ายรู้สึกโกรธ และเสียใจ จึงนั่งกินแต่เหล้า และนอนตายด้วยท่ากอดขวดเหล้า ชาวบ้านจึงบอกว่า ลักษณะภูเขามองดีๆจะเหมือนท่าคนนอนกอดขวดเหล้า นี้คือกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ของปัญหาและกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้าน ชุมชนในการเคลื่อนไหว เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุมชนในการเดินทางไปประจวบคีรีขันธ์ พวกเราเดินทางจากอุบล ถึงกรุงเทพ ด้วยรถไฟฟรี สาย อุบล – กรุงเทพ และต่อรถจากกรุงเทพ ถึงประจวบคีรีขันธ์ ด้วยรถบัส ในการเดินทางจากอุบล ไปถึงหัวลำโพง ผ่านสถานีต่างๆ และได้สัมผัสกับบรรยากาศ และ ความแตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ของชัดเจน ถือว่าเป็นการเดินทางที่ประทับใจและได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวมากมาย รถไฟสายอีสาน เริ่มต้น และสิ้นสุดที่สถานีอุบลราชธานี ในวันเดินทาง ขึ้นรถไฟจากอุบล เวลา 8 : 45 นาที แต่รถออกจริงๆ เวลาประมาณ 10 โมงได้ จากอุบล เราผ่านสถานี อุบล ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระบุรี อยุธยา และสิ้นสุดที่หัวลำโพง ไปถึงหัวลำโพง 4 ทุ่ม ในระหว่างการเดินทางจากอุบล – กรุงเทพ มันเป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ดีมาก บรรยากาศบนรถไฟ พบเจอผู้คนที่หลากหลาย อาชีพ วัฒนธรรม และ ความคิด วันที่เดินทางมันตรงกับวันที่นักเรียน อาจารย์และผู้ปกครอง เดินทางไปทัศนศึกษา ของโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ให้นักเรียนประถม และผู้ปกครอง ได้เรียนรู้ถึงการเดินทางโดยรถไฟ และลงที่สถานีศรีสะเกษ เพื่อไปต่อที่สวนสมเด็จ พระธาตุเรืองรอง เพื่อเป็นการเพิ่มการเรียนรู้ให้กับเด็กๆและผู้ปกครองเหล่านั้น จากบนรถไฟแล้ว ได้สังเกตบรรยากาศข้างทางรถผ่าน มันจะเห็นความแตกต่างกัน ใน 3ช่วง ของสถานี หรือ เขตพื้นที่ จากอุบล – บุรีรัมย์ เราจะเห็นสภาพของพื้นที่เป็นทุ่งนา ที่แห้ง และแม่น้ำที่แห้งขอด พืชที่ปลูกในช่วงของเดือน มกราคม – มีนาคม หรือช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะปลูก พริก ปลูกหอม เลี้ยงสัตว์ และหาปลา ด้วยสภาพภูมิอากาศ และ สภาพดิน ที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ปลูกได้แต่พืชผสม และพื้นที่ใช้ในครัวเรือน เพราะ การพัฒนาในภาคอีสานจะเน้นในระบบการสร้างความเจริญ ทางวัตถุมากกว่าส่งเสริมอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างถนน การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมมากว่า ดังนั้น สองข้างทางรถไฟผ่านในเขตบริเวณอุบล ถึง บุรีรัมย์ มันจะเป็นพื้นที่ทุ่งหญ้าแห้ง อาชีพการเกษตรกรรมหรือการทำนา ทำไร่เป็นหลัก หรือพืชที่ปลูก ส่วนมากจะเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาสั้น เช่น ปลูกหอม กระเทียม พริก ถั่ว เป็นต้น ส่วนพืชเศรษฐกิจจะไม่ค่อยเห็นมีบ้างแต่ไม่มาก พอจากบุรีรัมย์ ถึงนครราชสีมา เราจะเริ่มเห็นพื้นที่สีเขียว คือ พื้นที่ของพืชเศรษฐกิจ ในระยะที่ก่อนจะถึงโคราช เราจะเห็นทุ่งข้าวที่เขียวขจี จึงจะต่างจากแถวอุบล ศรีสะเกษ สุรินทร์ ที่ทุ่งหญ้าแห้ง ทุ่งนาสีน้ำตาลและในเขตโคราชที่เป็นพื้นที่ที่มีดินดำอันอุดมสมบูรณ์ และในเขตนี้จะเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย น้อยหน่า ยางพารา ข้าวโพด ข้าว การปลูกข้าวในบริเวณนี้เพื่อขายมากกว่าการยังชีพที่ผ่านมา ด้วยสภาพพื้นที่ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชพาณิชย์มาก เนื่องจากมีสภาพพื้นดิน ดินบริเวณภูเขามีความอุดมสมบูรณ์อีกมุมหนึ่ง ยังมีชุมชนที่ตั้งข้างทางรถไฟ โดยบ้านเป็นเพิงเล็กๆอยู่กันเป็นชุมชนที่แออัดกันอยู่ มันบ่งบอกว่าการพัฒนานำมาซึ่งปัญหาหลายอย่าง เช่นการจัดสรรพที่ดิน เพื่อทำการเกษตรและการเข้ามาของระบบทุนนิยมมันทำให้เกิดกระบวนการซื้อขายที่ดินและการผลักดันให้คนที่มีทรัพยากรหรือเงินทุน อาศัยที่สาธารณะเป็นที่พักพึงและตกเป็นคนชายขอบของสังคม โดยคนเหล่านี้มีอาชีพเก็บขยะ รับจ้างทั่วไป ขายของบนรถไฟ หาเช้ากินค่ำ ต่อจากโคราชถึงกรุงเทพมหานคร สภาพความเป็นเมือง การเป็นอุตสาหกรรม มีโรงงานอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมระเบิดหิน บริษัทซีพี บนเส้นทางนั้นมีกลิ่นเหม็นมากมันมาจากการจัดการของเสียของระบบอุตสาหกรรมที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่อยู่ละแวกนั้น ผ่านเขตอุตสาหกรรมเริ่มที่จะเห็นความเป็นเมืองที่มีความวุ่นวาย ความเร่งรีบการแข่งขัน มีการเคลื่อนไหวของเส้นทางการจราจรตลอดเวลา การทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา เห็นตึกสูง อาคารพาณิชย์ ดังนั้นเราจะเห็นกระบวนการพัฒนาอย่างชัดเจน ความทันสมัยกับสังคมวัฒนธรรมที่มันต่างจากสังคมชนบท ยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงการพัฒนากระแสโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน การสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วและผู้คนที่หลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก ผ่านสถานีหัวลำโพง ผู้คนที่หัวลำโพงมาจากต่างที่ต่างทาง มันเป็นแหล่งลำเลียงคนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การเดินทางกลับบ้าน ท่องเที่ยว หรือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเอง หรือคนต่างชาติ เป็นช่องทางหนึ่งในการทำรายได้กับประเทศไทย ดั้งนั้น จากเส้นทางการเดินรถไฟจากสายอีสาน อุบล – กรุงเทพ ด้วยรถไฟฟรี ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อต่อไปยังครัวชมวาฬ ของคุณกระรอก ภรรยาของคุณเจริญ วัดอักษร ที่เป็นแกนนำเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน บ่อนอก – หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ต่อมาเมื่อ พ. ศ. 2547 คุณเจริญ ถูกยิงตายด้วยกลุ่มที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน การนั่งรถไฟไปในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสภาพเศรษฐกิจที่มันพัฒนาไปตามขั้น จากขั้น เศรษฐกิจแบบผสม แบบยังชีพ ต่อมาคือ ขั้นเศรษฐกิจ แบบเพื่อการค้า พาณิชย์ และขั้นสุดท้าย คือ ขั้นเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม กระบวนการทั้งหมดนี้มันมาจากปัจจัยของการเปิดการค้าเสรีของประเทศไทย การเดินทางทำให้ได้อะไรมากมาย ทั้งความรู้ และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างและได้พบเจอเหตุการณ์ที่มันเป็นจริงของสังคม ที่มันมีทั้งมุมที่สวยงาม และ ปัญหา ผสมกันอยู่ในสังคม ที่มีระบบเศรษฐกิจ การเมือง เป็นตัวกำหนดให้สังคม และผู้คนขับเคลื่อนไปตามระบบทุนนิยม เหมือนกับรถไฟที่ต้องวิ่งตามรางที่เขาสร้างให้วิ่ง ถ้าออกจากเส้นทางก็ตกราง เหมือนกัน
edit @ 2 Mar 2010 10:32:41 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 20:27:17 by หิ่งห้อยน้อยแสง


#1 By อุบล (112.142.99.222) on 2010-03-16 10:59