posted on 01 Mar 2010 15:02 by prangtip
ความเดือดร้อนการสร้างโรงงานขยะที่บ้านคั่นกระได
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาชาวบ้านคั่นกระไดมีอาชีพการประมง ในหมู่บ้านมี60 ครัวเรือน อาศัยกันอย่ามีความสุขมีอะไรก็แบ่งปันกันกิน เมือมีข่าวว่าจะมีการสร้างเตาเผาขยะใกล้หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ ได้รับความเดือดร้อนจึงเกิดการรวมตัวต่อสู้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก่อนก็มีนายทุนนำขยะมาเผา ขยะก็กองที่ริมภูเขา เกิดการกระจาย ของหมอกควัน เข้ามาในหมู่บ้านมสู่มาจนถึงปัจุบันกันกิน เมือมีข่าวว่าจะมีการสร้างเตาเผาขยะใกล้หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านม่พอใจ ได้รับคว นายโกศล จิตรจำลอง ประธานกลุ่มประมงเรือเล็กอ่าวคั่นกระได บอกว่าวิถีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนนี้ ได้ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ทรัพยากรทางทะเลมีความสมบูรณ์อย่างมาก กุ้ง หอย ปู ปลา สามารถจับสัตว์น้ำได้ครั้งมากๆ แค่มีเรือลำเดียวก็ไม่อดตาย ถัดขึ้นไปจะเป็นชุมชนเกษตรกรรมกรรม ปลูกผักชีและโหระพา ก็อยู่ได้แล้ว ที่ผ่านมาเตาเผาขยะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น เราเคยมีอากาศที่สดชื่น แต่พอมีการเผาขยะเกิดขึ้นก็มีควันพิษ กระทบต่อลูกหลาน เด็กเล็กๆ ทำให้หายใจไม่ออก สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่คิดว่าจะต้องส่งผลกระทบมากกว่าการเผาขยะอย่างแน่นอนและนายโกสนกล่าวว่าตนเป็นคนที่นี่มาตั้งแต่เกิด คิดว่าพื้นที่อุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ คนในหมู่บ้านเคยขึ้นไปหาของป่ามาขาย เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัว
ปัญหาเรื่องการเผาขยะในพื้นที่ๆเกิดขึ้นนั้น ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ควรมีการโครงการใดเกิดขึ้น เพราะว่าเป็นพื้นที่ๆติดกับชายทะเลไม่เกิน 100 เมตร ถ้าฝนตกลงมาน้ำจะต้องไหลลงทะเลอย่างแน่นอน สัตว์น้ำจะได้รับสารเคมี ถ้าคนกินเข้าไปจะมีพิษต่อร่างกาย เวลาที่ออกทะเลไปเหมือนกันถ้าวันไหนมีการจุดขยะ ก็จะส่งกลิ่นเหม็นในทะเล คิดว่าถ้ามีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ชาวบ้านจะได้รับความเดือดร้อนมากกว่าเตาเผาขยะ ชาวบ้านมีการยื่นหนังสือให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นขั้นตอนการต่อสู้ เกิดการรวมตัวกัน6 พันธมิตร มีบางสะพาน ท่าตระแก่ บ้านกรูด ทุ่งน้อย บ่อนอก และบ้านคั่นกระได ชาวบ้านที่อยู่บริเวณรอบๆจะได้รับความเสียหายมาก ทั้งน้ำเสีย ต่อสุขภาพ เราจะเห็นว่าเมื่อเกิดการสร้างโรงงานขยะก็จะส่งผลต่อทะแล แหล่งการท่องเที่ยว เพราะบรรยากาศดี แต่นายทุนกับมองแต่ผลกำไรที่จะได้รับ หน่วยงานรัฐก็ไม่ช่วยเหลือ แต่กับเข้าข้างนายทุน และเป็นขยะที่มาจากหลายตำบล เป็นขยะที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำลายพื้นที่ สองร้อยไร่ เจ้าของเป็นกำนันเก่า ลงทุนกับรัฐ ชาวบ้านจะต่อต้านก็ยากเพราะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ มีการโทรศัพท์มาขู่ ผู้ที่เป็นแกนนำว่าให้เลิกการต่อสู้ โดยการให้เงินหลายบาท ถ้าไม่เลิกจะเผาบ้าน ยิง แต่คำขู่กับไม่ได้ผลชาวบ้านยิ่งผนึกกำลังกันในการต่อสู้ โดยใช้มาตรา 67 วรรค 2 ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรน้ำเข้าสู้ โดยนายทุนที่จะสร้าง ก็ไม่ทำประชาวิจารณ์ ก่อนการดำเนินการมีแต่อ้างว่าตัวเองมีสิทธ์ มีโฉนดที่ดินถูกต้อง เมื่อมีการยื่นหนังสือชาวบ้านก็ออกเงินค่ารถกันเองคนละ200บาท การต่อสู้ยังไม่ถึงปี เขากำลังจะก่อสร้าง แต่โครงการถูกยับยั้งก่อน แต่ก็มีเสียงว่า จะสร้างโรงงานขยะ โดยนายทุนพยามยามออกมาขู่ ชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ ว่าจะสร้าง ถ้ามีการเคลื่อนไหว ชาวบ้านไม่ว่า เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ก็มารวมตัวกัน ช่วยเหลือกัน ถ้ามีการสร้างโรงงานเตาเผ่าขยะจริงชาวที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ16 หมู่บ้าน อาชีพการประมงก็จะหายไป ต่อมาพบว่ามีข่าวว่าโครงการเตาเผาขยะดังกล่าวได้ย้ายข้ามถนนเพชรเกษมมาเตรียมดำเนินการก่อสร้างใหม่อีกครั้ง บริเวณบ้านคั่นกระได ต.อ่าวน้อย ซึ่งอยู่ใกล้กับชายทะเลเมืองประจวบฯ โดยเมื่อชาวบ้านมีการตรวจสอบพบว่า โครงการก่อสร้างเตาเผาขยะแบบบูรณาการ อาจกลายร่างเปลี่ยนแปลงเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ แทน เพราะมีการยื่นเรื่องต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว จากการที่กล่าวมาพอเห็นได้ว่าถ้ามีการสร้างโรงงานเผาขยะจริงๆชาวบ้านจะทำอย่างไร ถ้าทางรัฐมีแต่ว่าจะนำความเจริญมาในกับหมู่บ้าน ท่านแน่ใจแล้วหรือยังที่ว่าจะนำการพัฒนามาให้ชาวบ้าน แต่จากเหตุการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมากับพบว่าชาวบ้านไม่พอใจที่จะมีโรงงานเผาขยะเกิดขึ้น แต่เราจะเห็นการเคลื่อนไหวว่าเมื่อหมู่บ้านใด หมู่บ้านหนึ่งเกิดการประท้วงก็จะมาช่วยเหลือกัน เช่น ที่บ่อนอก หินกรูด ชาวบ้านก็จะออกมาประท้วง จนสามรถทำให้โครงการที่จะสร้างโรงงานไฟฟ้าหยุดลงชั่วคราว แต่ถ้าบ่อนอกชนะ หินกรูดไม่ชนะก็ไม่ยอมมีการประท้วงช่วยกัน จะเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ ขณะเจริญ วัตรอักษร ต้องจบชีวิตลงเพียงแค่การที่จะสร้างโรงงานไฟฟ้าที่บ่อนอก เท่านั้น แต่เจริญก็ตายเพียงร่างกาย แต่คุณงามความดียังมีในใจชาวบ่อนอกตลอดไป
edit @ 1 Mar 2010 15:08:12 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 2 Mar 2010 10:35:24 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 14:02:29 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 14:03:59 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 20:26:17 by หิ่งห้อยน้อยแสง
posted on 01 Mar 2010 14:09 by prangtip
เขื่อนราษีไศลถูกสร้างขึ้นจากโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล ซึ่งเขื่อนราษีไศลเป็นหนึ่งใน 22 เขื่อนของโครงการ โครงการผันน้ำขนาดยักษ์ในเขตลุ่ม น้ำโขงทางภาค อีสานของไทยภายใต้ความรับผิดชอบของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน เพื่อทำการผันน้ำจากแม่น้ำโขง ชี และมูลใช้แก้ปัญหาการขาด แคลนน้ำในพื้นที่ 4.98 ล้านไร่ในภาคอีสาน โครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณถึง 228,000 ล้านบาท และดำเนินการก่อสร้างนานถึง 42 ปี โดยหน้าที่หลักคือการกักเก็บน้ำในลำ น้ำมูลไว้ใช้ใน การเกษตร อุปโภคบริโภค รวมทั้งทำหน้าที่รับและควบคุมน้ำซึ่งจะส่งมาจากแม่น้ำโขง เพื่อส่งไปยังโครงการ ย่อยอื่นๆต่อไป และ เขื่อนราษีไศล เป็นเขื่อนคอนกรีตปิดเปิดด้วยบานประตูเหล็กควบคุมโดย ระบบไฮโดรลิค เมื่อเก็บกักน้ำระดับ +119 ม.รทก.ก็เกิดพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ขนาด 93,000 วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับและเก็บกักน้ำในลำน้ำมูนและลำสาขา ได้พื้นที่ชลประทานของโครงการ เป็นพื้นที่ 34,420 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2534 และเริ่มกักเก็บน้ำปี 2536 ปี 2545 ได้โอนความรับผิดชอบมายังกรมชลประทาน และมีการสำรวจขอบเขตการกักเก็บน้ำใหม่ที่ระดับ 119 ม.รทก.ในการก่อสร้างเขื่อนมันก็เกิดผลที่ตามมาและผิดแปลกไปจากคำพูดของหน่วยงานรัฐที่บอกกับชาวบ้านว่าการสร้างเขื่อนมันจะเกิดผลดีทั้งทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านจะมีรายได้จากการสร้างเขื่อนไม่ว่าการประมง หรือกระแสไฟฟ้าที่จะได้รับและอื่นๆที่ทางหน่วยงานรัฐได้พูดให้ชาวบ้านฟังแต่เรื่องดีๆและประโยชน์ที่จะได้รับโดยที่ไม่พูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและหลังจากสร้างเขื่อนเสร็จผลที่ตามมาคือเกิดน้ำท่วมไร่นา ที่ดินทำกิน พื้นที่ป่า และทำให้เกิดดินเค็มไม่สามารถเพราะปลูกพืชได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับชาวบ้านเพิ่มมากขึ้นและเมื่อปัญหาเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้รับการแก้ไข จึงมีการร่วมตัวของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ไขปัญหาและค่าชดเชยที่ชาวบ้านควรได้รับ จึงมีการร่วมตัวและเรียกร้องกันครั้งแรกที่สันเขื่อนราศีไศล และเรียกกลุ่มว่า เป็น หมู่บ้านคนจน หรือกลุ่มสมัชชาคนจน โดยมีแกนนำเป็นผู้นำหมู่บ้านคนจน โดยแกนนำจะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ผู้ที่ไปติดต่อประสานงาน ยื่นเรื่องกับทางราชการชาวบ้านจะเรียกว่า สาวน้อย และคนที่อยู่กับชาวบ้าน เอาข่าวไปแจ้งให้ชาวบ้านรับทราบและดำเนินการแทนชาวบ้าน จะเรียกว่า พ่อครัว และกระบวนการของชาวบ้านที่ต่อสู้ เรียกร้อง และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นมันทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มปัญหาอะไรบ้าง เราจะมาดู ว่า ชาวบ้านต่อสู้กับอำนาจรัฐอย่างไร และเงื่อนไขที่ชาวบ้านเสนอต่อรัฐมันเป็นอย่างไร ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน และวิธีการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร
1. แกนนำกับกระบวนการต่อสู้ นายไพฑูรย์ โถทอง แกนนำแม่ผา จันทร์ธรรม แกนนำพ่อเข็มเพชร แกนนำแกนนำทั้ง3 นี้มีหน้าที่ในการประสานงานระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งแกนนำกล่าวว่าถ้าไม่ชุมนุมก็ไม่มีทางออก ในการชุมนุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านที่เดือดร้อนกับกรณีการสร้างเขื่อนราศีไศล - หัวนา ซึ่งมีการชุมนุมมาเป็นเวลา6 เดือน หรือ 189 วัน ในการชุมนุมครั้งนี้มีความคืบหน้ามากเพราะ ทางแกนนำใช้วิธีประสานงานกับทางรัฐเพื่อนำประเด็นที่เป็นปัญหาไปสรุปหาปัญหาที่แท้จริงรวมกับชาวบ้านและมีการเอาปัญหามาสรุปเป็นบทเรียนประจำปี เพราะจะขับเคลื่อนกระบานการต่อสู้ร่วมกันเพื่อจะเดินทางให้ถึงจุดนั้น แกนนำมีการขอทุนจากการวิจัย ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มาเป็นทุนเช่นการวิจัยไทบ้าน มีการจ้างนักวิชาการจาก3 สถาบัน มาวิจัยงาน ส่วนภาครัฐก็มีการจ้างหน่วยงานจากกรมชลประทาน และสำนักงานการวิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
1.1 กระบานการต่อสู้ของแกนนำ กลุ่มชาวบ้านกับรัฐ แกนนำใช้วิธีการต่อสู้แบบสันติวิธี มีการยึด หลัก สัจจะ อหิงสา ตบะ มีการใช้วัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชนมาใช้ในการต่อสู้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือต่อคู่กรณี การย่อมรับจากสังคม สร้างระบบการสื่อสารโดยมีทีมข่าวพลเมืองสื่อสารทั้งภายในและภายนอก ใช้กระบวนการเจรจาต่อรองในการคิดค้นแผนพัฒนาเพื่อสร้างความร่วมมือกับทางราชการ
2. การสร้างเขื่อนกับผลกระทบ ในพื้นที่โนนสูงที่ปลอดภัยจากน้ำหลากท่วม ใช้พื้นที่บุ่งทาม นาหนอง นาแซง นาทุ่ง จับสัตว์ หาปลา เลี้ยงวัว ควาย ใช้ดินปั้นหม้อ ทั้งนี้ยังเป็นแหล่งยังชีพ และสร้างอาชีพของคนทามเรื่อยมา มีระบบการเกษตรที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาลตลอดทั้งปี เมื่อมีการสร้างเขื่อนเกิดขึ้นทำให้คนลุ่มน้ำมูลตอนกลางก็ไม่ต่างจากพื้นที่ชนบทอื่นๆ ที่กำลังถูกคุกคามอย่างหนักด้วยการแย่งชิงทรัพยากรจากภาครัฐและนายทุน ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปส่งผลให้คนทามสูญเสียพื้นที่ทำมาหากิน เขื่อนราษีไศล ทำให้น้ำท่วมป่าบุงป่าทาม ทันที 93,000 แสนไร่ สูญเสียที่ทำกินและรายได้จากการใช้ประโยชน์จากป่าบุง ป่าทาม มีผลกระทบถึง3 จังหวัดคือ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ น้ำท่วมถึงท่าตูมมาถึงน้ำชีที่ร้อยเอ็ด มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สังคม และชาวบ้านเกิดความยากจนมากขึ้น ในส่วนของผลกระทบที่เกิดขึ้นมีหลากหลายด้าน ได้แก่
2.1. ด้าน เศรษฐกิจ ส่งผลต่อรายได้ของชาวบ้านโดยจะทำให้เศรษฐกิจซบเศร้ามากขึ้นทั้งทางด้านการค้าการอยู่อาศัยจากแต่ก่อนชาวบ้านเคยหาของป่ากินเก็บผัก หักฟื้น เผาถ่าน น้ำท่าอุดมสมบูรณ์มีรายได้เสริมเล็กๆน้อยๆจากกุ้งหอยปลูกปลา มีเห็ดมีหน่อไม้ชาวบ้านใช้วิถีชีวิตแบบเรียบง่ายแต่เมื่อเกิดการสร้างเขื่อนทำให้วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไปทางด้านลบแม้กระทั่งการทำนาปีก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาถึงแม้ว่าพื้นที่จะสูงเนินการทำการเกษตรหลังจากการสร้างเขื่อนชาวบ้านได้รับผลกระทบมากขึ้นระบบเศรษฐกิจของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศลเป็นระบบที่ผสมผสานกันระหว่างการทำนาบนที่ สูง การทำนาทามและการปลูกพืชใน ทาม การประมงในแม่น้ำมูล การทำเกลือ การเก็บพืชผักและผลผลิตจากป่า และการเก็บเลี้ยง สัตว์โดยการปล่อยสัตว์เลี้ยงในบุ่งทาม ซึ่งเป็นวงจรหมุนเวียนตลอดทั้งปี
2.2 ด้าน สังคม วิถีการผลิตของผู้ได้รับผลกระทบ ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศลได้เกิดขึ้นกับชาวบ้านอย่างน้อย 3,000 ครอบครัวใน 69 หมู่บ้าน ผลกระทบที่สำคัญก็คือ การที่ชาวบ้านสูญเสียแหล่งปัจจัยใน การผลิตและการดำรงชีวิตโดยเฉพาะที่ดิน ป่าบุ่งป่าทาม แหล่งเกลือ
2.3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบ้านส่วนหนึ่งจะมีที่นาบนที่สูงขึ้นไป เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่นาที่สูงแล้ว ก็จะลงไปทำนาในป่าบุ่งป่าทามซึ่งเริ่มใน ช่วงฤดูหนาว ข้าวที่ได้จากนาที่สูงนั้นมี ไว้สำหรับขายเป็นรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนข้าวนาทามจะเก็บไว้กินเอง ชาวบ้านบางคน การผลิตต้องพึ่งพานาทามเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านกลุ่มหลังนี้จึงได้รับผลกระทบมากที่สุด พื้นที่นาทามนั้น กล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเขตนี้เนื่องจากได้รับตะกอนในช่วงฤดูน้ำหลากซึ่งเป็น ปุ๋ยอย่างดี ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใน การซื้อปุ๋ยวิทยาศาสตร์ การทำนาทามของชาวบ้านยังมีการใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อให้สอด คล้องกับระบบนิเวศน์ การสำรวจพบว่าก่อนการสร้างเขื่อนมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองถึง 13 ชนิดที่ชาวบ้านในเขตนี้ปลูกกัน ดังนั้นระบบ การทำนาทามจึงเป็นระบบที่มีการอนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไปในตัว แต่ทุกวันนี้พันธุ์ข้าวเหล่านี้เริ่มหายาก มากขึ้น
3. เงื่อนไขการเรียกร้องกับอำนาจรัฐ
3.1 ประชาชนกับรัฐ จากกรณีปัญหาการสร้างเขื่อนราศีไศลชาวบ้านได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างหนัก ฝ่ายชาวบ้านได้เรียกร้องไปยังฝายรัฐบาลให้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือแก้ไข ดูแล ความเป้นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้นจากการประสบปัญหา หลังจากที่รัฐบาลได้ทำฝายขึ้นมา เมือสร้างฝายเสร็จแล้วใครได้รับความเสียหายชาวบ้านได ชาวบ้านต้องการให้ทางรัฐบาลเข้ามาเสนอ คาวคิดเห็นให้กับชาวบ้าน ซึ่งฝายรัฐบาลได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาเพียงแต่ในคำมั่นสัญญาว่าจะจ่ายค่าสูญเสียโอกาสให้ แต่ยังไม่ได้รับเป็นส่วนมากและได้รับเป็นส่วนน้อย
ในปี2540 เป็นราคาไร่ละ 32,000บาทเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นสามร้อยล้านบาท แต่ชาวบ้านกับไม่เห็นด้วย ชาวบ้านยังขาดแคลนอาหารด้วยซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินชาวบ้านใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าบุ่ง ป่าทาม ในการเลี้ยงชีพ ทำให้ชาวบ้านเกิดการเรียกร้องจากหน่วยงานรัฐให้ออกมาช่วยเหลือ เนื่องจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันทำให้เกิดความแตกแยก รัฐมองชาวบ้านว่าเป็นการถ่วงความเจริญ ทำให้ชาวบ้านเรียกร้องกับอำนาจรัฐยากเพราะต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน ขณะที่ชาวบ้านจะเข้าธรรมเนียบ ยังได้ปีนเข้าเนื่องจากทางรัฐไม่อยากฟังปัญหาแต่ทุกวันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทางรัฐมองเห็นปัญหาว่าชาวบ้านเดือดร้อนจึงมีการจ้าง 3 สถาบันมาวิจัย เพื่อทราบถึงปัญหาที่แท้จริงแต่ทุกวันนี้รัฐบาลร่วมมือกับชาวบ้าน ให้การช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ในบางส่วน ส่วนทางชาวบ้านก็มีการทำวิจัยไทบ้านเพื่อรวบรวมฐานของประชาชนเพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง
3.2 ข้อเรียกร้อง สาเหตุเกิดจากที่รัฐบาลบ่ายเบี่ยงการจ่ายค่าชดเชยแก่ความเสียหายที่เกิดจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิจากการสูญเสียพื้นที่แหล่งทำมาหากิน และค่าโอกาสในการทำกินจากพื้นที่นั้น เกิดการประท้วง2 ครั้ง ในช่วงของรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ดำรงตำแหล่งเป็นนายกมนตรีคนปัจจุบัน ถึงอย่างไรก็ตามในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชาวบ้านไม่ต้องการตอบสนองต่อความต้องการจากรัฐแต่ในช่วงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา สิ่งที่ชาวบ้านที่มารวมตัวกันจัดตั้งการประท้วงเพื่อเป้าหมายเดียวกันมี2กรณี คือหนึ่งมาเพื่อเรียกร้องสิทธิค่าชดเชยจากรัฐบาลที่เหลีกเลี่ยงคือ พื้นที่ทำกินของชาวบ้านมีไม่มากและยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเขตบริเวณเขื่อน โดยที่ทางรัฐไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ แก้ปัญหา หรือพยายามบายเบี่ยงค่าชดเชย ค่าตอบแทนที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ สองคือ กลุ่มผู้เสียโอกาสในการทำมาหากินในที่ดินของตนที่เสียหายกับกลุ่มที่ไม่มีที่ดินทำกินคือชาวบ้านเสียโอกาสในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ทำให้รายได้ชาวบ้านไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตโดยที่ทางรัฐจ่ายให้ไร่ละ 32,000 แต่โดยปกติชาวบ้านที่ทำการเกษตรเพาะปลูกต่อปีจะมีรายได้มากกว่าเงินที่ทางรัฐบาลที่จ่ายให้ถึงแม้ว่ารัฐจะจ่ายเงินเพียงครั้งเดียวแต่การทำนาปรังก็ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นจากการทำนาปี ดังนั้นจากทางรัฐบาล จ่ายค่าชดเชย ค่าเสียโอกาสต่างๆทางรัฐบาลที่ได้จ่ายให้แก่ชาวบ้านที่ประสบปัญหาจากการสร้างเขื่อนก็เป็นที่ไม่พอใจกับการสูญเสียพื้นที่ทำกินและน้ำท่วมของชาวบ้านจึงเกิดการเรียกร้องต่างๆเหล่านนี้จากการที่ได้กล่าวมา
3.3 อำนาจรัฐกับกระบานการพัฒนาการสร้างเขื่อนราษีไศล นั้นทางรัฐได้เรียกตัวแทนที่เป็นแกนนำหมู่บ้านไปประชุมบอกว่าทางรัฐจะมีการสร้างเขื่อนแล้วพูดให้ชาวบ้านฟังว่าการสร้างเขื่อนชาวบ้านจะได้รับผลประโยชน์ และจะนำความเจริญมาสู่ชุมชน การขนส่ง การเดินทางก็สะดวกจะทำถนนเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์ รัฐก็พูดแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ทางรัฐกับไม่พูดด้านลบว่าชาวบ้านจะได้รับความเดือดร้อนอะไร แค่ไหนจากการสร้างเขื่อนกลุ่มที่เป็นแกนนำก็ไปพูดให้ชาวบ้านฟังว่าถ้ามีการสร้างเขื่อนเราจะได้รับประโยชน์ชาวบ้านจึงไม่ขัดขวางแต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วชาวบ้านจึงรู้ว่าตัวเองได้รับผลกระทบอย่างหนักจึงลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้อง แต่เมื่อทางรัฐมีอำนาจเหนือกว่าจึงทำให้การเรียกร้องดำเนินการล่าช้า ไม้รู้ว่าหนังสือถึงหัวโต๊ะแล้วหรือยังการเรียกร้องยังอยู่ชั้นศาลทำให้ชาวบ้านออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของตน แต่ทางรัฐกับอ้างว่ามันเป็นการนำความเจริญมาสู่ชาวบ้าน นำเศรษฐกิจนำความทันสมัยมาสู่ชุมชนการเดินทางสะดวกมีการสร้างเขื่อนเพื่อเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้าน แต่ทางรัฐก็ยังอ้างว่าการสร้างเขื่อนคือการพัฒนาแต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นแค่ข้อแก้ตัวที่ทางรัฐยกขึ้นมาพูดแล้วใช้การสร้างเขื่อนว่าเป็นเครื่องมือในการพัฒนาแต่ที่จริงแล้วมันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อนรัฐแน่ใจแล้วหรือว่าการรสร้างเขื่อนคือการพัฒนาไม่ใช่การนำความเดือดร้อนมาสู่ชุมชนที่อยู่ในระแวกนั้น
3.4 การพัฒนากับท้องถิ่น หลังจากที่ชาวบ้านได้ยินว่ารัฐจะสร้างเขื่อนก็ทำให้ชาวบ้านเกิดความแตกแยกกันหนักทั้งกับหน่วยงานของรัฐและแตกแยกกันเองเป็นก๊กเป็นเหล่า มีการรวมตัวกันต่อสู้ เรียกร้องต่อรัฐอย่างยาวนาน มีการเดินขบวน การเจรจาต่อรอง บาดเจ็บล้มตายไปท่ามกลาง การต่อสู้ เป็นคดีฟ้องร้องติดคุกติดตารางเป็นจำนวนมาก แต่ทางรัฐกับอ้างว่าจะนำความเจริญมาสู่ชุมชน แต่เมื่อสร้างเขื่อนเสร็จชาวบ้านกับไม่ได้เห็นการพัฒนาแต่กับเห็นความแตกแยกกันเอง บางกลุ่มก็เห็นด้วยกับรัฐแต่ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งกับไม่เห็นด้วยจึงทำให้ชาวบ้านแบ่งเป็นสองฝ่าย แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับรัฐกับมองอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นตัวขัดขวางความเจริญ ขัดขวางการพัฒนา ทำให้การพัฒนาในท้องถิ่นก็มีการแบ่งฝ่ายและเลือกปฏิบัติ การพัฒนาจึงมาไม่ถึงกลุ่มที่มีการประท้างสักที ชาวบ้านเกิดการไม่เข้าใจกันเองการพัฒนาจึงไม่เดินหน้าต่อถ้าทั้งรัฐกับชาวบ้านยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
4. แนวทางการแก้ไขกับการพัฒนา จากการที่ได้มีการสร้างฝายราษีไศลขึ้นมานั้น ได้ส่งผลกระทบ ในหลายด้านให้กับชุมชน ที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง และขยายออกไปถึง 3 จังหวัดด้วยกันคือ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด กระทบต่อป่าบุง ป่าทาม ระบบนิเวศ วิถีชีวิต วัณธรรมชุมชน เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ค่อยๆหายไป เมื่อฝายราษีไศลเกิดขึ้นมา พื้นที่ที่เป็นที่ทำมาหากินได้ถูกน้ำท้วมถึง จนไม่สามารถที่จะทำมาหากินได้เลย ปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้ตามมา พร้อมๆกับมีการเรียกร้องจากชาวบ้านที่ร่วมกันต่อสู้มา 17 ปี จนมีการร่วมชุมนุมปักหลักที่สันเขื่อนเป็นเวลา 189 วัน ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และมีการหาทางออกร่วมกัน โดยมีแนวการแก้ไขที่จะพัฒนาสังคมบริเวณลุ่มน้ำมูน ที่ได้รับความเดือดร้อนขึ้นมาจากฝายราศีไศล มีการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น นักวิชาการ ทีมวิจัย องค์กรพัฒนาเอกชน กรมชลประทาน และหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง พร้อมที่จะนำแนวคิดมาใช้กับการแก้ปัญหาโดยมีการวิจัยไทบ้านเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ชาวบ้านเป็นหลัก การรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านอย่างแท้จริงและให้ชาวบ้านร่วมกันแก้ปัญหาด้วย โดยกระทบด้านวัฒนธรรมชุมชน เศรษฐกิจชุมชน ทรัพยาการธรรมชาติ มีแนวทางแก้ไขดังนี้
4.1 วัฒนธรรมชุมชน อนุรักษ์วิถีชีวิตการเผ่าถ่านคนทาม ใช้วัฒนธรรมการช่วยเหลือแบ่งปัน ใช้ความคิดเรื่องบุญและการร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมเป็นร่วมตาย นำในการสร้างชุมชนสวัสดิการ ใช้แนวคิดเรื่องสิทธิ ในการใช้ทุนจากรัฐ ภายในองค์กรต้องสร้างสัจจะ วินัยความรับผิดชอบ ความเสียสละ และการมีจิตสาธารณะ ใช้วัฒนธรรมชุมชนในการไกล่เกลี่ย คลี่คลาย แก้ไขความขัดแย้ง ประยุกต์วัฒนธรรม ศาสนาเพื่อใช้ในการพัฒนา เช่น งานผ้าป่า กฐิน งานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ในการระดมทุน และทำให้เป็นกิจกรรมประจำฤดู ประจำปี โดยการจัดตั้งทุนสวัสดิการ สมาชิกออมวันละบาท ใช้สิทธิ์ให้รัฐสมทบทุนแบบเดียวกับกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะสถานการณ์พิเศษที่ป่าทามถูกทำลาย ควรมีระบบสวัสดิการเสริมจากรัฐเพื่อทดแทนให้เหมาะสม ใช้ดอกผลของกองทุนไปสนับสนุนการพัฒนาด้านอื่นๆ ( เศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากร ประเพณีวัฒนธรรมชุมชน )เศรษฐกิจชุมชน สนับสนุนทางเลือกอาชีพหลากหลายของครอบครัวสมาชิกที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและความรู้ท้องถิ่น ทั้งเกษตรกรรมยั่งยืน หัตถกรรม การค้า ปศุสัตว์ ประมง สนับสนุนด้านความรู้และทักษะ เช่น การอบรมดูงาน งานวิจัยไทบ้านเพื่อการพัฒนาการผลิต ส่งเสริมการะดมทุนภายในโดยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ รวมถึงการเข้าถึงทุนของรัฐ สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มผู้ผลิตตามหลักสหกรณ์ เพื่อร่วมเรียนรู้ช่วยเหลือ และสร้างอำนาจต่อรอง เช่น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ เกษตรทามมูน สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการผลิตอย่างต่อเนื่อง การแปรูปและการตลาด เช่น โรงสีรวม ยุ้งฉาง รถนวด ร่วมกับท้องถิ่น และการร่วมกับองค์กรภายนอก การประสานให้รัฐสนับสนุนแผนเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น
4.2 ทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความร่วมมือ กติกา กลางให้สมาชิกใช้ประโยชน์จากทรัพยากรรวมกัน อย่างเป็นธรรมในทรัพยากรส่วนรวม เช่น ป่าชุมชน แหล่งน้ำชุมชน แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา ทำแพเลี้ยงสัตว์ ป่าช้า ดอนปู่ตา ป่าวัด ป่าโรงเรียน และฟื้นฟูทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และใช้กระบวนการประชาธิปไตย ในการแก้ปัญหา และการสร้างองค์กร
สร้างกระบวนการเรียนรู้กับชุมชนกระบวนการวิจัยไทบ้าน ต่อการใช้ทรัพยากรส่วนร่วม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่นให้อุดมสมบูรณ์ โดยการทำแนวเขตป่าชุมชน ปลูกป่า ต้นไม้เสริม รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากรร่วมกันของชุมชน เช่น มีการจัดค่ายเยาวชน การสอนวิชาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นในโรงเรียน การจัดตั้งกองทุนป่าชุมชน แหล่งอนุรักษ์ป่าทามป่าบุง
จัดให้มีการจัดสรรที่ดิน ทรัพยากรที่ดินกรรมสิทธิ์ของบุคคลต่อครอบครัว เคลื่อนไหวให้มีการรับรองสิทธิ์ให้รัฐออก โฉนด สปก. นส 3. หรือโฉนดชุมชน ส่งเสริมให้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้แก่ชุมชน สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเป็นหนทางในการแก้ไขเพื่อพัฒนาคนในชุมชนลุ่มน้ำมุนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างฝายราศีไศลได้
edit @ 6 Mar 2010 13:57:33 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 14:04:48 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 20:31:14 by หิ่งห้อยน้อยแสง
posted on 01 Mar 2010 14:01 by prangtip
การเดินทางลงใต้ไปประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อเดินทางไปศึกษาปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และกระบวนการต่อสู้คัดค้านของชาวบ้าน บ่อนอก – หินกรูด
และการไปครั้งนี้ จากการไปศึกษากรณีดังกล่าว ยังได้มีโอกาส ไปศึกษา และพบเจอกับสภาพปัญหาในมุมต่างๆอีก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาของชาวประมงพื้นบ้าน กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ของกลุ่มอนุรักษ์เรือประมงพื้นบ้าน และการนำพื้นที่สาธารณะ ไปทำโรงเผาขยะ(บริเวณภูเขา) ของชุมชน คั้นกระไดหลังจากนั้น ก็ไปดู กลุ่มอนุรักษ์ปูม้า (ธนาคารปู) อ่าวน้อยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปูม้าและนำปูม้ากลับทะเลเพื่อเพิ่มจำนวนปูม้า ที่เริ่มหมดไป จากการลวกอวนของเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ และการประมงของชาวบ้าน พอออกจากธนาคารปู ก็เดินทางต่อ ไปที่สะพานปลาป้าฮวย ที่เป็นสะพานคอนกรีต ทอดตัวยาวออกไปทะเลประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นท่าเทียบเรือ และขนถ่ายปลา ในสะพานปลานั้นพอได้ลงไปดูเราจะได้เห็นถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์ และความเหลื่อมล้ำของสังคม แรงงานต่างด้าวหรือแม้แต่ค่าแรงที่แรงงานเหล่านั้นได้รับ จากการสอบถามแรงงานกัมพูชาคนหนึ่ง เขาเล่าว่า “ได้เข้ามาทำงานเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ค่าแรงที่ได้รับได้เป็นปี ปีละ 5 หมื่น ถึง 1 แสนบาท แต่ก็ต้องจำเป็นต้องทำ โดยปัจจัยในหลายๆอย่าง ถึงงานจะหนัก และโดนกดขี่ยังไงก็ต้องตน เพราะฐานะมีความยากจน สภาวะเศรษฐกิจในประเทศกัมพูชามันไม่ได้เอื้อต่อคนจนอย่างเขา” และจากการสอบถามจากคนในพื้นที่ ทราบว่าแรงงานที่มาลงเรือ ก็มีทั้ง แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และอีสาน ในบริเวณข้างสะพานปลา มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า (ตาม่องล่าย.) ที่ชาวบ้านเคารพและมีความเชื้อว่าเป็นภูเขาอาถรรณ์ โดยมีเรื่องเล่าต่อๆมาว่า ตาม่องล่ายมีลูกสาวคนหนึ่งที่ชอบพอกับหนุ่มชาวเล แต่ตาม่องล่ายไม่ชอบและกีดกัน แต่ด้วยอนุภาพแห่งความรักของทั้งสองจึงหนีตามกันไป ทำให้ตาม่องล่ายรู้สึกโกรธ และเสียใจ จึงนั่งกินแต่เหล้า และนอนตายด้วยท่ากอดขวดเหล้า ชาวบ้านจึงบอกว่า ลักษณะภูเขามองดีๆจะเหมือนท่าคนนอนกอดขวดเหล้า นี้คือกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ของปัญหาและกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้าน ชุมชนในการเคลื่อนไหว เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุมชนในการเดินทางไปประจวบคีรีขันธ์ พวกเราเดินทางจากอุบล ถึงกรุงเทพ ด้วยรถไฟฟรี สาย อุบล – กรุงเทพ และต่อรถจากกรุงเทพ ถึงประจวบคีรีขันธ์ ด้วยรถบัส ในการเดินทางจากอุบล ไปถึงหัวลำโพง ผ่านสถานีต่างๆ และได้สัมผัสกับบรรยากาศ และ ความแตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ของชัดเจน ถือว่าเป็นการเดินทางที่ประทับใจและได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวมากมาย รถไฟสายอีสาน เริ่มต้น และสิ้นสุดที่สถานีอุบลราชธานี ในวันเดินทาง ขึ้นรถไฟจากอุบล เวลา 8 : 45 นาที แต่รถออกจริงๆ เวลาประมาณ 10 โมงได้ จากอุบล เราผ่านสถานี อุบล ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระบุรี อยุธยา และสิ้นสุดที่หัวลำโพง ไปถึงหัวลำโพง 4 ทุ่ม ในระหว่างการเดินทางจากอุบล – กรุงเทพ มันเป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ดีมาก บรรยากาศบนรถไฟ พบเจอผู้คนที่หลากหลาย อาชีพ วัฒนธรรม และ ความคิด วันที่เดินทางมันตรงกับวันที่นักเรียน อาจารย์และผู้ปกครอง เดินทางไปทัศนศึกษา ของโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ให้นักเรียนประถม และผู้ปกครอง ได้เรียนรู้ถึงการเดินทางโดยรถไฟ และลงที่สถานีศรีสะเกษ เพื่อไปต่อที่สวนสมเด็จ พระธาตุเรืองรอง เพื่อเป็นการเพิ่มการเรียนรู้ให้กับเด็กๆและผู้ปกครองเหล่านั้น จากบนรถไฟแล้ว ได้สังเกตบรรยากาศข้างทางรถผ่าน มันจะเห็นความแตกต่างกัน ใน 3ช่วง ของสถานี หรือ เขตพื้นที่ จากอุบล – บุรีรัมย์ เราจะเห็นสภาพของพื้นที่เป็นทุ่งนา ที่แห้ง และแม่น้ำที่แห้งขอด พืชที่ปลูกในช่วงของเดือน มกราคม – มีนาคม หรือช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะปลูก พริก ปลูกหอม เลี้ยงสัตว์ และหาปลา ด้วยสภาพภูมิอากาศ และ สภาพดิน ที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ปลูกได้แต่พืชผสม และพื้นที่ใช้ในครัวเรือน เพราะ การพัฒนาในภาคอีสานจะเน้นในระบบการสร้างความเจริญ ทางวัตถุมากกว่าส่งเสริมอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างถนน การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมมากว่า ดังนั้น สองข้างทางรถไฟผ่านในเขตบริเวณอุบล ถึง บุรีรัมย์ มันจะเป็นพื้นที่ทุ่งหญ้าแห้ง อาชีพการเกษตรกรรมหรือการทำนา ทำไร่เป็นหลัก หรือพืชที่ปลูก ส่วนมากจะเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาสั้น เช่น ปลูกหอม กระเทียม พริก ถั่ว เป็นต้น ส่วนพืชเศรษฐกิจจะไม่ค่อยเห็นมีบ้างแต่ไม่มาก พอจากบุรีรัมย์ ถึงนครราชสีมา เราจะเริ่มเห็นพื้นที่สีเขียว คือ พื้นที่ของพืชเศรษฐกิจ ในระยะที่ก่อนจะถึงโคราช เราจะเห็นทุ่งข้าวที่เขียวขจี จึงจะต่างจากแถวอุบล ศรีสะเกษ สุรินทร์ ที่ทุ่งหญ้าแห้ง ทุ่งนาสีน้ำตาลและในเขตโคราชที่เป็นพื้นที่ที่มีดินดำอันอุดมสมบูรณ์ และในเขตนี้จะเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย น้อยหน่า ยางพารา ข้าวโพด ข้าว การปลูกข้าวในบริเวณนี้เพื่อขายมากกว่าการยังชีพที่ผ่านมา ด้วยสภาพพื้นที่ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชพาณิชย์มาก เนื่องจากมีสภาพพื้นดิน ดินบริเวณภูเขามีความอุดมสมบูรณ์อีกมุมหนึ่ง ยังมีชุมชนที่ตั้งข้างทางรถไฟ โดยบ้านเป็นเพิงเล็กๆอยู่กันเป็นชุมชนที่แออัดกันอยู่ มันบ่งบอกว่าการพัฒนานำมาซึ่งปัญหาหลายอย่าง เช่นการจัดสรรพที่ดิน เพื่อทำการเกษตรและการเข้ามาของระบบทุนนิยมมันทำให้เกิดกระบวนการซื้อขายที่ดินและการผลักดันให้คนที่มีทรัพยากรหรือเงินทุน อาศัยที่สาธารณะเป็นที่พักพึงและตกเป็นคนชายขอบของสังคม โดยคนเหล่านี้มีอาชีพเก็บขยะ รับจ้างทั่วไป ขายของบนรถไฟ หาเช้ากินค่ำ ต่อจากโคราชถึงกรุงเทพมหานคร สภาพความเป็นเมือง การเป็นอุตสาหกรรม มีโรงงานอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมระเบิดหิน บริษัทซีพี บนเส้นทางนั้นมีกลิ่นเหม็นมากมันมาจากการจัดการของเสียของระบบอุตสาหกรรมที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่อยู่ละแวกนั้น ผ่านเขตอุตสาหกรรมเริ่มที่จะเห็นความเป็นเมืองที่มีความวุ่นวาย ความเร่งรีบการแข่งขัน มีการเคลื่อนไหวของเส้นทางการจราจรตลอดเวลา การทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา เห็นตึกสูง อาคารพาณิชย์ ดังนั้นเราจะเห็นกระบวนการพัฒนาอย่างชัดเจน ความทันสมัยกับสังคมวัฒนธรรมที่มันต่างจากสังคมชนบท ยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงการพัฒนากระแสโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน การสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วและผู้คนที่หลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก ผ่านสถานีหัวลำโพง ผู้คนที่หัวลำโพงมาจากต่างที่ต่างทาง มันเป็นแหล่งลำเลียงคนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การเดินทางกลับบ้าน ท่องเที่ยว หรือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเอง หรือคนต่างชาติ เป็นช่องทางหนึ่งในการทำรายได้กับประเทศไทย ดั้งนั้น จากเส้นทางการเดินรถไฟจากสายอีสาน อุบล – กรุงเทพ ด้วยรถไฟฟรี ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อต่อไปยังครัวชมวาฬ ของคุณกระรอก ภรรยาของคุณเจริญ วัดอักษร ที่เป็นแกนนำเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน บ่อนอก – หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ต่อมาเมื่อ พ. ศ. 2547 คุณเจริญ ถูกยิงตายด้วยกลุ่มที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน การนั่งรถไฟไปในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสภาพเศรษฐกิจที่มันพัฒนาไปตามขั้น จากขั้น เศรษฐกิจแบบผสม แบบยังชีพ ต่อมาคือ ขั้นเศรษฐกิจ แบบเพื่อการค้า พาณิชย์ และขั้นสุดท้าย คือ ขั้นเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม กระบวนการทั้งหมดนี้มันมาจากปัจจัยของการเปิดการค้าเสรีของประเทศไทย การเดินทางทำให้ได้อะไรมากมาย ทั้งความรู้ และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างและได้พบเจอเหตุการณ์ที่มันเป็นจริงของสังคม ที่มันมีทั้งมุมที่สวยงาม และ ปัญหา ผสมกันอยู่ในสังคม ที่มีระบบเศรษฐกิจ การเมือง เป็นตัวกำหนดให้สังคม และผู้คนขับเคลื่อนไปตามระบบทุนนิยม เหมือนกับรถไฟที่ต้องวิ่งตามรางที่เขาสร้างให้วิ่ง ถ้าออกจากเส้นทางก็ตกราง เหมือนกัน
edit @ 2 Mar 2010 10:32:41 by หิ่งห้อยน้อยแสง
edit @ 6 Mar 2010 20:27:17 by หิ่งห้อยน้อยแสง